ที่อำเภออุ๋นอัน มณฑลเหอเป่ย มีครอบครัวของพ่อค้าคนหนึ่งประกอบด้วยตัวเขาและภรรยาลูกชายเล็กๆ และแม่วัยหกสิบกว่า รวมเป็นสี่ชีวิต อันที่จริง ครอบครัวที่มีกันอยู่เพียงพ่อแม่ลูกและย่าฐานะก็ค่อนข้างดีเช่นนี้ น่าจะเป็นครอบครัวที่มีความสุขและอบอุ่นไม่น้อย แต่หาเป็นเช่นนั้นไม่ พ่อค้าจะออกจากบ้านไปค้าขายแต่เช้า กลับบ้านก่อนค่ำ ทุกวันที่กลับมาถึงบ้าน เขามักจะได้พบแต่ใบหน้าบูดบึ้งของภรรยา และใบหน้าหม่นหมองซึมเศร้าของแม่ และทุกคืนที่หัวถึงหมอน ภรรยาก็จะพร่ำบ่นแต่ความไม่เหมาะไม่ควรของแม่ให้เขาฟัง เข้าตำราแม่ผัวกับลูกสะใภ้ที่ไปด้วยกันไม่ได้ เคราะห์ดีของแม่ที่ลูกชายใจคอหนักแน่นสุขุมอย่างเขา เพราะคำพูดของภรรยาที่กรอกหูอยู่ข้างหมอนทุกวัน มากมายพอที่จะทำให้เขาฆ่าแม่เสียให้ตายได้ทีเดียว พ่อค้าได้แต่รับฟังคำกล่าวหา ที่ภรรยาพูดถึงแม่อยู่อย่างเงียบๆ ทุกครั้ง เรื่องน่าจะจำกัดขอบเขตอยู่เพียงเท่านั้น แต่เปล่า เพราะคนฟังทนฟังได้ แต่คนพูดทนไม่ได้เมื่อคนฟังไม่ตอบรับเออออด้วย คำกล่าวหาว่าร้ายแม่จึงเพิ่มความรุนแรงยิ่งขึ้น บางครั้งภรรยาถึงกับเล่าไปพลางร้องไห้ไปพลางอีกทั้งตีอกชกตัว รำพึงรำพันหาว่าสามีไม่จัดการให้ความเป็นยุติธรรมแก่นาง พ่อค้าไม่รู้ว่า แม่กับภรรยา ใครผิดใครถูก จะถามความเป็นจริงจากแม่ก็คิดว่าไม่เป็นการบังควร จะทิ้งการค้ามาเฝ้าดูอยู่กับบ้านก็ทำไม่ได้ จึงได้แต่ทวีความอึดอัดใจยิ่งขึ้นทุกวัน
ค่ำวันหนึ่ง เมื่อพ่อค้ากลับมาถึงบ้าน เขาก็ได้พบอีกว่าทั้งแม่และภรรยาต่างมีสีหน้าขึ้งเครียดต่อกันเป็นอันมาก ภรรยากระแทกกระทั้นข้าวของเครื่องใช้โครมครามส่วนแม่พอเห็นหน้าลูกชายกลับมา ก็ตัดพ้อเปรียบเปรยลอยๆ ว่า
"คนแก่อยู่ไปก็ไม่มีประโยชน์ ได้แต่เป็นที่รังเกียจเป็นภาระสิ้นเปลืองเดือดร้อนแก่ลูก เราเลี้ยงเขาโตแล้วหมดหน้าที่แล้วก็ควรจะไปตายๆ เสียให้สิ้นเรื่องสิ้นราวไป"
ว่าแล้วแม่ก็เข้าห้องปิดประตูไป พ่อค้าเห็นแม่มีความคับแค้นเสียใจเช่นนั้นจึงตามไปเคาะประตูเรียก "แม่-แม่" แต่แม่ก็ไม่ได้เปิดประตูตอบรับ และมิทันที่เขาจะเคาะประตูเรียกแม่ต่อไป เสียงกรีดร้องของภรรยาก็ทำให้เขาต้องหยุดชะงัก
"รู้มั้ย ว่าแม่ทำกับฉันอย่างไร" ภรรยากระทืบเท้าตีอกชกตัว พร้อมกับสาธยายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องเล็กน้อยไร้สาระแต่ก็ยอมกันไม่ได้ ระหว่างแม่ผัวกับลูกสะใภ้ เรื่องทุกเรื่องจึงกลายเป็นเรื่องใหญ่ เป็นปัญหาไปหมด
ครั้งนี้ พ่อค้าทนฟังภรรยาพร่ำได้ไม่นาน เขาก็ฮึดฮัดเข้าไปในห้อง คว้ามีดปลายแหลมคมกริบเล่มหนึ่งออกมาเขาตรงเข้ามาหาภรรยาที่กำลังตกตะลึง อ้าปากค้างอยู่เงื้อมือแล้วพูดกับภรรยาด้วยเสียงเบาๆ แต่หนักแน่นว่า
"ถ้ายายแก่คนนี้ใจดำอำมหิตอย่างที่เจ้าว่าจริง ก็อยู่ด้วยกันกับเราไม่ได้อีกต่อไป ขืนอยู่ต่อไปก็จะมีแต่ความเดือดร้อนฆ่าเสียให้ตายเป็นไร"
ภรรยาหายจากการตกตะลึง ละล่ำละลักสนับสนุนความคิดนี้ทันที
"จริงซี เป็นวิธีเดียวที่จะแก้ปัญหาได้ เราจะลงมือเมื่อไหร่ล่ะ"
ภรรยามีสีหน้าท่าทางยินดีอย่างเห็นได้ชัด "วันนี้ยังไม่ได้หรอก" พ่อค้ากระซิบบอก "ตลอดมา เจ้ามีเรื่องทะเลาะโต้เถียงกับยายแก่นี่ทุกวันจนชาวบ้านเขารู้ไปทั่ว หากยายแก่ถูกฆ่าตายตอนนี้ ทุกคนจะต้องชี้ชัดว่าเจ้าเป็นฆาตกรอย่างแน่นอน"
สีหน้าของพ่อค้า แสดงว่าใช้ความคิดอย่างหนัก "แล้วจะลงมือเมื่อไหร่ดีล่ะ" ภรรยาเร่งเร้า อยากรู้กำหนดชะตากรรมของแม่ผัวยิ่งนัก
"เอาอย่างนี้นะ" สามีกระซิบ "เพื่อเปลี่ยนแปลงภาพพจน์ของชาวบ้าน และเพื่อให้แม่ตายใจ จากนี้ไปหนึ่งเดือน เจ้าแสร้งทำเอาใจปรนนิบัติดูแลแม่ให้ดี จนชาวบ้านได้เห็นและยอมรับว่าเจ้าเป็นสะใภ้ที่มีความกตัญญูต่อแม่ เมื่อแม่ถูกฆ่าตายจะได้ไม่มีใครสงสัยเจ้า จะทำได้ไหม"
ภรรยาหยุดคิด แล้วรีบตอบว่า "ได้" ทันที จากนั้นเป็นต้นมา ภรรยาก็ทำตามที่พ่อค้าแนะไว้จนเวลาล่วงไปหนึ่งเดือน คืนหนึ่งพ่อค้าถามภรรยาว่า "หมู่นี้ยายแก่นั่นปฏิบัติต่อเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง"
"ดีกว่าก่อนมากทีเดียว" ภรรยาตอบ
"ถ้าเช่นนั้นแผนการของเราก็ได้ผล เจ้าจงอดทนแสร้งทำดีต่อไปอีกสักเดือนหนึ่งเพื่อให้ดูแนบเนียนกว่านี้" พ่อค้ากำชับด้วยความมั่นใจ
หลังจากนั้นอีกหนึ่งเดือน คืนหนึ่ง พ่อค้าก็เตรียมมีดปลายแหลมคมกริบเล่มนั้น ออกมาให้ พร้อมกับถามภรรยาว่า "ทุกอย่างแนบเนียนดีแล้วใช่ไหม หมู่นี้ยายแก่ปฏิบัติต่อเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง"
"หมู่นี้ผิดไปเป็นคนละคนทีเดียว แต่นั่นเป็นเพราะเราแสร้งทำดีเอาใจตามแผนต่างหาก ยายแก่จึงได้ตายใจ มีเมตตา ไม่ว่าร้ายหยาบคายต่อเราอีก แต่ถึงอย่างไรเราก็ต้องจัดการให้รู้แล้วรู้รอดไป เพื่อป้องกันความยุ่งยากเดือดร้อนใจในภายหลัง"
เมื่อภรรยายุยงส่งเสริมเช่นนั้น พ่อค้าก็ทะลึ่งพรวดลุกขึ้นทันที มือขวากระชับมีดแน่น แต่มือซ้ายกลับคว้าคอภรรยามาล็อกไว้โดยไม่ทันที่นางจะได้ส่งเสียงหวีดร้อง "คนที่สมควรตายคือเจ้า" เขาตะคอกอย่างโกรธแค้น
"ข้าให้เจ้าแสร้งทำดีต่อแม่ เพื่อให้โอกาสเจ้ากลับตัวกลับใจ ให้เกิดจิตเมตตาเหมือนอย่างที่แม่เกิดแก่เจ้าแล้วนี่แสดงว่าเจ้าไม่มีน้ำใจต่อแม่ของข้ามาโดยตลอด คนแก่ไม่มีที่พึ่งพาอื่นใด ชีวิตบั้นปลายมีแต่จะฝากไว้กับลูก นี่เพียงเจ้าแสร้งทำดีด้วย แม่ยังมีความสุขถึงเพียงนี้ หากเจ้าจะมีน้ำใจจริงคิดว่าแม่สามีคือแม่เจ้าเอง แม่จะยิ่งมีความสุขเพียงไร เพราะฉะนั้น คนอกตัญญูอย่างเจ้าไม่น่าจะมีชีวิตอยู่ต่อไปอีก"
ว่าแล้ว พ่อค้าก็เงื้อมือขึ้นสุดแขน ภรรยาตกใจนัยน์ตาเหลือกลาน นางดิ้นรนสุดกำลัง พอคอพ้นไปจากวงแขนของพ่อค้าออกมาได้ ก็คุกเข่าลงกราบขอชีวิต และสัญญาว่าจากนี้ไปจะกลับตัวกลับใจปฏิบัติต่อแม่ด้วยความจริงใจ เมื่อพ่อค้าเห็นว่าภรรยาสำนึกได้ อีกทั้งบทเรียนครั้งนี้คงหนักพอ ที่จะทำให้นางไม่กล้าหาเหตุปั้นเรื่องคิดมิดีต่อแม่อีกแล้ว เขาจึงล้วงมือลงไปหยิบของสิ่งหนึ่งออกมาส่งให้ภรรยา พร้อมกับสำทับว่า
"ถ้าอยากจะตั้งต้นใหม่ เอานี่ไปอ่านก่อนนอนทุกคืนแทนการพูดกรอกหูข้า จำไว้ให้ดี"
หนังสือเล่มนั้นคือ "กตัญญุตาธรรม" ที่พ่อค้าพกเก็บไว้ในอกเสื้อเสมอมา