วันหนึ่ง กงอี้กับบิดาจะไปทวงหนี้ที่บ้านอาจางค่วน จางค่วนไม่มีเงินคืนหนี้แถมยังพูดจาขวางหูทำให้บิดาโกรธมาก ออกมือออกหมัดจะชกต่อยกัน กงอี้เข้าห้ามปรามขอร้องให้บิดากลับบ้านก่อน จางค่วนไล่ตามมา กงอี้เข้าสกัดกั้นพร้อมทั้งพูดจาโดยดี อาจางค่วนอารมณ์ร้ายปรี่เข้ามาชกต่อยกงอี้โดยไม่ทันตั้งตัว กงอี้พยายามเอาตัวรอดจนหนีมาได้ กลับมาถึงบ้านบิดาถามว่าทำไมหน้าตาฟกช้ำ กงอี้พูดว่าไม่ระมัดระวังหกล้มจนได้รับบาดเจ็บ ไม่กล้าที่จะเล่าว่าถูกเขาตีเอา ขณะนั้น กงอี้ก็ใช้อารมณ์ที่ปรองดองปลอบประโลมบิดาว่า บ้านคุณอาค่วนไม่ค่อยราบรื่น รายได้ไม่พอกับรายจ่าย หนี้ของเรายังชำระให้ไม่ได้ในตอนนี้ คำพังเพยว่า “มีก็ให้ ไม่มีก็อภัย” รอให้เขามีเงินเสียก่อนก็คงจ่ายให้เอง ตอนนี้ก็อภัยให้เขาก่อน หากจะเร่งรัดทวงเอาก็ไม่ได้อะไร ถ้าจะบีบบังคับกับพยัคฆ์ร้ายก็เผชิญหน้ากัน ความเสียหายต้องเกิดขึ้น ก็จะสูญเสียความเป็นญาติให้อภัยเป็นวิธีที่ดีที่สุด บิดากล่าวว่า ตอนนี้บ้านเราก็กำลังลำบากเงินสดๆยืมไปควรต้องคืนให้ ไม่ใช่หามาได้ง่ายๆกงอี้ตอบว่า แม้บ้านเราจะเดือดร้อนก็ให้หายืมจากที่อื่นก่อน ถ้าแข็งขืนจะบังคับเอาก็เกรงว่าจะเกิดเรื่อง สู้ปล่อยเขาไปจะดีกว่า สุภาษิตว่า “ความรุนแรงพาภัยมาให้” บิดาถูกบุตรชายกล่อมด้วยอ่อนน้อมก็เลยต้องปล่อยวางความคิดที่จะทวงหนี้ หลังจากนั้นเพียงสิบวันจางค่วนก็ได้รับอุบัติเหตุ คนเขาก็พูดกันว่า เพราะว่ากงอี้อดทนต่อความอัปยศอดสูจากการถูกชกต่อยเมื่อหลายวันก่อนจึงไม่ประสบกับภัยพิบัติ กงอี้ทนอัปยศไม่พูด กลับห้ามปรามบิดาจึงไม่ประสบภัยเป็นขันติที่สองของกงอี้ ต่อมาก็มีผู้เขียนกลอนให้
ถือญาติสำคัญกว่าเงินทอง สุภาพชนแผ้วผ่องยืดได้หดได้
มีขันติมงคลกรายแคล้วคลาดภัย จิตใจให้อาทิตย์จัตทร์หมุนเวียนวน