นายหลิวหลี่ซุ่นเกิดในราชวงศ์หมิง เป็นนักปราชญ์ที่มีชื่อเสียงมาก ตอนที่ยังไม่รุ่งโรจน์ ได้เป็นครูสอนหนังสือให้กับบุตรธิดาของเศรษฐีคนหนึ่งซึ่งให้ความนับถือแก่เขามาก เพื่อแสดงถึงความจริงใจที่ตนมีต่อครู จึงได้คัดเลือกสาวใช้ที่สวยที่สุดในหมู่สาวใช้เพื่อรับใช้นายหลิวหยี่ซุ่นทั้งกลางวันและกลางคืน ตลอดจนนอนบนเตียงเดียวกัน เจตนาของเศรษฐีอยากให้สาวใช้รับใช้เขาตลอดชีวิต
นายหลิวหลี่ซุ่นตอบว่า หรือว่าท่านเศรษฐีคิดว่า ข้าเป็นเสือผู้หญิงหรือข้าไม่ปฏิเสธว่าเธอสวยมาก อีกทั้งยังรับใช้ข้าพเจ้ามา 3 ปี แต่เนื่องด้วยข้าพเจ้าเป็นปัญญาชน รู้ซึ้งถึงคำสั่งสอนของนักปราชญ์เป็นอย่างยิ่ง จึงไม่กล้าละเมิดประเพณีวัฒนธรรมที่ดีงามของเรา อีกอย่างข้าพเจ้ายังไม่ได้แต่งงาน จะไปมีเมียน้อยได้อย่างไร ขอท่านเศรษฐีโปรดเห็นใจด้วย
เศรษฐีมีความสงสัยว่าในโลกนี้ยังมีคนที่จิตใจล้ำเลิศเช่นนี้อีกหรือ มีสาวงามนอนข้างกายมา 3 ปี ไม่มีความรู้สึกเชียวหรือ จึงได้ให้สาวใช้ที่แต่งงานมาแล้วพิสูจน์ดู จึงรู้ว่าสาวใช้นั้นยังบริสุทธิ์อยู่ เศรษฐีจึงมีความนับถือมาก และก็ไม่กล้าขอร้องอะไรอีก ก่อนจากไปเศรษฐีได้พูดเป็นกลอนมีความหมายว่า
“สาวงามดั่งนางฟ้า ใครเห็นใครก็รัก หลับนอนมาสามปี เห็นแล้วเหมือนไม่เห็น ถูกต้องเนื้อตัวแล้ว จิตใจไม่หวั่นไหว คุณธรรมของคุณครู ไม่มีแล้วในโลกา”
หลิวหลี่ซุ่นก็ตอบเศรษฐีด้วยกลอนมีใจความว่า
“ใครบอกหญิงงามหวั่นไหวจิต ถึงนางอ่อนช้อยวาจาหวานหากขัดต่อประเพณีที่ดีงาม ก็ยากที่จะเปลี่ยนจิตของข้าได้ ถึงจะมีหญิงงามนอนข้างกาย ไม่แตกต่างอะไรกับนอนคนเดียว ถึงแม้มีโสเภณีร่วมโต๊ะกันแต่ในจิตปราศจากโสเภณี คำพูดของนักปราชญ์เฉิงหมิงเต้า ประชาชนยังกล่าวขวัญกันทุกวันนี้”
หลิวหลี่ซุ่นเป็นคนที่มีคุณธรรมสูงส่งและมีจิตใจเข้มแข็งดั่งหินเช่นนี้จึงได้มีชื่อเสียงเกียรติยศ และได้เป็นนักปราชญ์ที่เรืองนาม ต่อมาและได้รับความเคารพนับถือจากผู้คนเป็นย่างมาก
ดีชั่วตัวเราเอง
ลื่อโจ๊ว
ชีวิตคนเรา ก็เหมือนสาแหรก
จะแตกจะแหลก จะดีจะชั่ว
ขึ้นกับตัวเรา จิตที่ดิ่งลง
เป็นจุดกำเนิด การจุดสว่าง
แห่งจิตภายใน เพียรเถิดจงเพียร
ให้นิ่งให้ดิ่ง สุกสว่างกลางใจ