← กลับไปหน้าบทความ ท่องนรกอเวจีใหม่

ตอนที่ 6 คุยเรื่องวิญญาณออกจากร่าง เที่ยวสะพานไน่เหอเฉียว

พุทธะจี้กง ประทับทิพย์ญาณ เยี่ยมเยือนนรก ถกกันเรื่องบาปบุญ ไม่สร้างกุศลงามคุณ ต้องทุกข์เข็ญ เตือนหนอเตือน ผู้ไม่ยอมมาบำเพ็ญ ไน่เหอเฉียวลำเค็ญ ร่ำไห้บนสะพาน พุทธะจี้กง : ชาวโลกโดยทั่วไปนั้นเมื่อพูดถึงเรื่องการทำบุญทำทาน แต่ละคนต่างก็พูดว่ามีเงินน้อย ฐานะทางการเ...

MINDCYBER JOURNALตอนที่ 6 คุยเรื่องวิญญาณออกจากร่าง

พุทธะจี้กง ประทับทิพย์ญาณ

เยี่ยมเยือนนรก ถกกันเรื่องบาปบุญ

ไม่สร้างกุศลงามคุณ ต้องทุกข์เข็ญ

เตือนหนอเตือน ผู้ไม่ยอมมาบำเพ็ญ

ไน่เหอเฉียวลำเค็ญ ร่ำไห้บนสะพาน

พุทธะจี้กง : ชาวโลกโดยทั่วไปนั้นเมื่อพูดถึงเรื่องการทำบุญทำทาน แต่ละคนต่างก็พูดว่ามีเงินน้อย ฐานะทางการเงินฝืดเคือง พอมีคนชวนไปฟังหลักธรรมก็บอกว่าไม่มีเวลา ถ้าไม่ใช่ตอบปฏิเสธก็อ้างเหตุผลมากมายสารพัด อย่างเช่น ที่บ้านไม่มีคนดูแล บริษัทกำลังเร่งสินค้า มีเพื่อนมาเยี่ยมเยียน ต่างๆนานา บอกปัดไม่ยอมเข้าร่วมศึกษาธรรม ใครเลยจะรู้ว่าตัวเองได้ปฏิเสธโอกาสที่จะสร้างกุศลไปแล้วภายในชั่วพริบตา แล้วเมื่อไหร่ถึงจะมีโอกาสได้เข้าร่วม หรือจะรอจนกระทั่งประสบความสำเร็จมีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับ รอจนลูกๆเติบโตเป็นผู้ใหญ่ รอให้ญาติมิตรมานั่งกันจนเต็มที่นั่ง หรือจะรอจนกระทั่งตัวเองแก่หง่อมผมหงอกฟันร่วง ในตอนที่พละกำลังเสื่อมถอยลงจึงคิดที่จะหันเข้าสู่หนทางธรรม หันมาสร้างกุศลบ่มเพาะคุณธรรม ถึงเวลานั้นเกรงว่าเรื่องราวต่างๆจะไม่เป็นอย่างนั้นซะแล้ว พลังใจมีเหลือไม่เพียงพอซะแล้ว ดังนั้นทุกๆเวลาจะต้องรู้จักดำรงจิตให้อยู่ในความคิดที่เป็นกุศล ใช้กายนี้ไปสร้างบุญกุศล รับประกันว่าในภายภาคหน้าจะสามารถพ้นจากเงื้อมมือของพญายมได้ ถ้าหากไม่รู้จักคิดดีทำดี ในวันข้างหน้าก็จะต้องไปที่สะพานไน่เหอเฉียวอย่างแน่นอน เมื่อถึงตอนนั้น มานึกเสียใจในภายหลัง เกรงว่ายากนักที่จะรอดพ้นจากความยากลำบากนี้ไปได้ ดังนั้นการทำความดีจะต้องรีบฉกฉวยโอกาสตั้งแต่เนิ่นๆ การขจัดความชั่วก็จะต้องรีบฉกฉวยโอกาสตั้งแต่เนิ่นๆด้วยเช่นกัน เอาล่ะ! ประทานยันต์ให้ศิษย์เราเผาดื่ม (พุทธะจี้กงโบกพัดใบลานไปหนึ่งที วิญญาณของชิวเซิงก็ออกจากร่าง)

ชิวเซิง : ศิษย์คารวะพระอาจารย์

พุทธะจี้กง : ศิษย์เราไม่ต้องมากพิธี รีบนั่งบัลลังก์บัวเถอะ

ชิวเซิง : ศิษย์นั่งเรียบร้อยแล้วครับ เชิญพระอาจารย์ออกเดินทางได้

พุทธะจี้กง : ศิษย์เรา! ช่วงนี้เจ้าสบายดีหรือไม่?

ชิวเซิง : ได้พึ่งใบบุญของพระอาจารย์ ช่วงนี้ศิษย์สบายดีครับ พระอาจารย์ครับ ท่านมีงานธรรมกิจรัดตัวทุกวัน ไม่ทราบว่าท่านสบายดีไหม?

พุทธะจี้กง : เฮ่อ! ถ้าหากอาจารย์สบายดี อาจารย์ก็ไม่ต้องมาที่นี่ พาเจ้าไปเที่ยวนรกทุกสัปดาห์แล้วล่ะ!

ชิวเซิง : ไฉนพระอาจารย์จึงกล่าวเช่นนี้?

พุทธะจี้กง : เวไนย์ยังคงลุ่มหลงอยู่ในลาภยศชื่อเสียง กามารมณ์ ความรุ่งเรืองตกต่ำที่ไม่จีรังยั่งยืน ไม่ยอมรู้ตื่น ไม่ยอมตระหนักรู้ แล้วจะให้อาจารย์ทำเช่นไร?

ชิวเซิง : ที่แท้พระอาจารย์ทุกข์ใจเพื่อเวไนย์ที่ยังลุ่มหลงไม่รู้จักตื่น เชื่อแน่ว่าจะต้องมีสักวันหนึ่งที่สามารถปลุกตื่นเวไนย์ที่ยังลุ่มหลงได้อย่างแน่นอน

พุทธะจี้กง : หากเป็นเช่นนั้นก็ไม่เสียแรงเปล่าที่ต้องเหนื่อยยากเดินทางไกลแสนไกลไปเยือนนรกอเวจีเพื่อถ่ายทอดสภาพเหตุการณ์จริงอบรมสั่งสอนชาวโลก

ชิวเซิง : ต้องเป็นเช่นนั้นแน่ครับ สักวันหนึ่งจะต้องเห็นผลสัมฤทธิ์แน่นอน พระอาจารย์ครับ! ศิษย์มีเรื่องหนึ่งอยากขอคำชี้แนะ

พุทธะจี้กง : ว่ามาสิ

ชิวเซิง : คนมีสามอมตะวิญญาณและเจ็ดมรรตยวิญญาณ เมื่อคนตายแล้ววิญญาณลอยเคว้งคว้างไม่รู้จะไปหนใด ตอนที่วิญญาณจะออกจากร่างนั้น เหมือนที่กล่าวไว้ในคัมภีร์ใช่หรือไม่? ดั่งถูกแทงด้วยเข็ม เหมือนถูกตัดด้วยมีด เจ็บปวดทรมานหาใดเปรียบได้?

พุทธะจี้กง : ถูกต้อง! ตอนที่วิญญาณจะออกจากร่างนั้นทุกข์ทรมานเป็นอย่างยิ่ง เพราะว่าทวารต่างๆถูกปิดหมด ปรารถนาอยากจะเปิดประตูที่ถูกปิดมานานจนเต็มไปด้วยฝุ่นจับ ก็เหมือนกับคนที่เอาร่างไปพุ่งชนประตูที่ปิดสนิทอีกทั้งบานพับก็ขึ้นสนิม ถึงแม้จะเปลี่ยนรูปแบบของประตูมาแล้วก่อนหน้านี้ แต่ก็ยังต้องพยามยามดิ้นรนใช้กำลังอยู่สักระยะหนึ่ง ช่วงเวลาที่พยายามทะลวงฝ่าออกมาจากประตูนั้น ทุกข์ทรมานเป็นอย่างยิ่ง ด้วยเหตุนี้บางคนจึงเกิดจิตที่เคืองแค้นอย่างไม่มีเหตุผล ผลักดันให้ตกสู่นรก เพราะเหตุใดนะหรือ? ก็เหมือนกับคนๆหนึ่งที่พยายามเปิดประตูด้วยความยากลำบาก แต่คนที่อยู่ข้างนอกกลับดึงประตูไปปิดไว้เหมือนเดิม คนที่อยู่ข้างในย่อมจะต้องเกิดจิตที่เคืองแค้นขึ้นมาอย่างแน่นอน

ชิวเซิง : ในเมื่อตอนที่วิญญาณจะออกจากร่างนั้นเจ็บปวดทรมานเช่นนี้ แต่ทำไมบนโลกที่เต็มไปด้วยเรื่องราวแปลกประหลาดใบนี้กลับมักจะได้ยินอยู่เสมอว่ามีบางคนที่ฝันเห็นร่างของตัวเองนอนอยู่บนเตียง แล้วก็มีบางคนที่ประสบอุบัติเหตุ วิญญาณของเขากลับไปที่บ้านแล้ว แต่ร่างของเขากลับไปอยู่ที่โรงพยาบาล แล้วยังมีบางคนที่เห็นร่างของตัวเองประสบกับเคราะห์ภัยต่างๆ หลังจากนั้นวิญญาณของเขาจึงกลับเข้าร่าง แท้ที่จริงคนที่ผ่านประสบการณ์เช่นนี้มีอยู่มากมาย นั่นเป็นเพราะอะไร? แล้วทำไมไม่เคยได้ยินคนเหล่านั้นบอกว่าเจ็บปวดทรมานล่ะครับ?

พุทธะจี้กง : เพราะว่าตอนที่คนกำลังหลับ ร่างกายที่เป็นกายเนื้อนี้นอนหลับแต่จิตวิญญาณนั้นกลับตื่นขึ้นมา อีกทั้งทวารก็เปิดได้โดยง่าย ดังนั้นคนที่เคยผ่านประสบการณ์เช่นนี้จะรู้สึกคล้ายกับว่าตัวเองอยู่ในความฝันเหมือนครึ่งหลับครึ่งตื่น สามารถมองเห็นร่างของตัวเองนอนอยู่บนเตียงได้อย่างชัดเจนโดยที่ไม่รู้สึกเจ็บปวด สำหรับบางคนที่ประสบอุบัติเหตุ บางครั้งถูกกระแทกตรงจุดสำคัญทำให้ทวารเปิดออก วิญญาณหลุดออกจากร่าง เป็นเพราะตอนที่เขาถูกกระแทก เขารู้แต่เพียงว่าถูกแรงกระแทก แต่จิตใจยังคงจดจ่อคิดถึงแต่สถานที่ๆจะไป จึงเกิดเป็นพลังขับเคลื่อนไปยังสถานที่นั้นๆโดยที่ไม่รู้สึกเจ็บปวด บางครั้งคนที่ประสบเคราะห์ภัยก็มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์คอยปกปักคุ้มครองอยู่ข้างๆ ทำให้เขาเห็นร่างของตัวเองประสบเคราะห์ภัยและจำฝังใจ ถ้าหากเขาสามารถรู้จักสำนึกตัว ต่อไปในภายภาคหน้าก็คือคนที่จะได้ไปสู่สุคติภูมิ แต่ถ้าหากไม่รู้จักสำนึกตัว เกรงว่าต่อไปในภายภาคหน้าก็คือคนที่จะต้องตกสู่ทุคติภูมิเป็นแน่

ชิวเซิง : พระอาจารย์กล่าวเช่นนี้สรุปว่าทุกอย่างอยู่ที่ความตั้งใจใช่หรือไม่ พลังความคิดที่อยู่ในจิตใจสามารถรวบรวมเป็นพลังที่แข็งแกร่งก็ไม่กลัวว่าวิญญาณจะกระสานซ่านเซ็นไป

พุทธะจี้กง : ถูกแล้ว! เพราะว่าใจเป็นปราการคุ้มกัน

ชิวเซิง : ปราการแห่งใจจำเป็นต้องใช้ความจริงใจที่แน่วแน่มั่นคง ใช้ความคิดที่ละเอียดอ่อน จึงสามารถบรรลุจริงดุจดั่งจันทร์ส่องสว่าง ใจนั้นก็เหมือนดั่งเพชรที่ไม่ถูกทำลาย

พุทธะจี้กง : ถูกต้อง! แต่สามารถบรรลุถึงระดับนี้ได้ น้อยนักแล

ชิวเซิง : พระอาจารย์ครับ! ท่านดูข้างหน้านั่นสิครับมีสะพานอยู่สะพานหนึ่ง สะพานนั้นแคบและยาวทั้งยังแกว่งไปแกว่งมาเหมือนกับสะพานแขวน ไม่รู้ว่าสะพานนั้นแข็งแรงแน่นหนาหรือเปล่า? ถ้าหากเดินไปถึงกลางสะพานแล้วสะพานขาดขึ้นมากะทันหันจะทำอย่างไรดีครับ?

พุทธะจี้กง : สะพานนี้คือสะพาน “ไน่เหอเฉียว”( 奈何橋 ) ถึงแม้สะพานจะยาวและแคบแต่มันก็ไม่ขาดง่ายๆ เจ้าดูนั่นสิ (พุทธะจี้กงชี้นิ้วไปอีกด้านหนึ่ง มองเห็นสะพานที่กว้างใหญ่และสูงตระหง่านสร้างขึ้นจากทองแดงบริสุทธิ์ ปรากฏแสงสีแดงทั้งสองฟาก)

ชิวเซิง : พระอาจารย์ครับ สะพานทองแดงนั่นชื่อสะพานอะไรครับ?

พุทธะจี้กง : สะพานนี้ชื่อว่าสะพาน “อู๋ไน่เฉียว” ( 無奈橋 )

ชิวเซิง : แล้วทำไมไม่ข้ามสะพานนี้ล่ะ?

พุทธะจี้กง : ไม่ได้! เจ้าดูที่สะพานนี้สิ มีเปลวไฟปะทุออกมาไม่หยุด แถมด้านบนยังมีฟ้าผ่าที่จะผ่าลงมาใส่วิญญาณบาปตรงไหนเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ดังนั้นสะพานนี้จึงมีไว้สำหรับให้วิญญาณบาปที่เมื่อตอนสมัยมีชีวิตอยู่ไม่เชื่อในกฎแห่งกรรมและผู้ที่ทำอนันตริยกรรมทั้งห้าได้เดินข้าม

ชิวเซิง : (มองไปที่สะพานไน่เหอเฉียว บนสะพานเต็มไปด้วยวิญญาณบาปเบียดเสียดกันแน่นขนัด ด้านหลังยังมีวิญญาณบาปต่อแถวกันยาวเหยียดมากๆ) พระอาจารย์ครับ ศิษย์ใช้ตาเนื้อไปลองนับดูแต่ไม่สามารถนับจำนวนพวกเขาได้หมด

พุทธะจี้กง : อาจารย์ใช้ตาทิพย์ก็ไม่สามารถนับได้หมด

ชิวเซิง : ถ้าอย่างนั้นพวกเราจะต้องยืนต่อแถวไปถึงวันไหนจึงจะผ่านด่านไปได้ละครับ?

พุทธะจี้กง : ไม่ต้องผ่านด่านหรอก เพียงแค่สอบถามข้อมูลอยู่ข้างนอกก็พอ

ชิวเซิง : วิญญาณเหล่านั้นผลักกันไปผลักกันมา มีหลายคนถูกผลักตกสะพาน เดี๋ยวจมเดี๋ยวลอย บางครั้งนายนิรยบาลก็ใช้หอกง่ามแทงเข้าไปที่วิญญาณเหล่านั้น ทำให้พวกเขากระโดดลงจากสะพานเอง เพราะเหตุใดถึงได้มีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น?

พุทธะจี้กง : ต้องถามนายนิรยบาลถึงจะรู้ (กวักมือเรียกนายนิรยบาลมาถาม)

นายนิรยบาล : ท่านทั้งสองเป็นเทพมาจากที่ใด?

พุทธะจี้กง : เราคือจี้กง รับเทวราชโองการจากเง็กเซียนฮ่องเต้นำพาชิวเซิงพู่กันทรงมือเอกจากสำนักก่งเหิงถัง เมืองฟงเอวี๋ยน เกาะไต้หวัน แดนชมพูทวีป มาท่องเที่ยวประพันธ์หนังสือ “ท่องนรกอเวจีใหม่” เพื่อปลุกตื่นชาวโลกให้บังเกิดกุศลจิต ขณะนี้มีเรื่องที่ไม่เข้าใจหวังว่าจะได้รับคำชี้แนะ

นายนิรยบาล : ที่แท้คือพุทธะจี้กง เทพสวรรค์มาเยือนที่นี่ ไม่ได้ออกไปต้อนรับ ต้องขออภัยจริงๆ ส่วนท่านพู่กันทรงผู้เลื่องชื่อ ข้าพเจ้าเองก็ได้ยินชื่อเสียงมานาน

ชิวเซิง : ใคร่ขอคำชี้แนะ ไม่ทราบว่าเพราะเหตุใดถึงต้องบีบบังคับให้วิญญาณเหล่านี้กระโดดลงจากสะพานด้วย?

นายนิรยบาล : นั่นเป็นเพราะคนทั่วไปไม่ได้สร้างบุญกุศลแถมยังก่อกรรมทำชั่วอยู่ไม่ขาด เมื่อมาถึงที่นี่ก็จะต้องลงสู่สระเลือดแห่งนี้เพื่อชำระล้างบาปกรรมเสียก่อน

ชิวเซิง : คนเหล่านี้ล้วนเป็นพวกอาชญากรที่ไม่สามารถให้อภัยได้อย่างนั้นหรือ?

นายนิรยบาล : ไม่ใช่หรอกท่าน! ที่เรียกว่าก่อกรรมทำชั่วอยู่ไม่ขาดนั้น หมายถึงบาปกรรมโดยทั่วไป ด้านวจีกรรม อันได้แก่ คนที่ปากกับใจไม่ตรงกัน พูดยุยงให้ผู้อื่นแตกแยก พูดคำหยาบคาย คนที่พูดจาเหยียดหยามให้ผู้อื่นเสียศักดิ์ศรี คนที่พูดจาลามก พูดเหลวไหลเพ้อเจ้อ เป็นต้น รวมทั้งคำพูดต่างๆที่ไม่เป็นความจริง ด้านกายกรรม ได้แก่ คนที่ใช้ความป่าเถื่อนรุนแรงกับคนในครอบครัว เพื่อน และคนอื่นๆซึ่งเป็นคนนอก คนที่เดินอยู่บนหนทางแห่งความเสื่อมคืออบายมุขโดยไม่รู้จักสำนึกแก้ไขปรับปรุงตัว เป็นต้น ด้านมโนกรรม ได้แก่ คนที่ในจิตสำนึกคิดแต่เรื่องกามลามก คิดเหยียดหยามผู้อื่น คิดโมโหผู้อื่น คิดเข่นฆ่าผู้อื่น คิดทุบตีทำร้ายผู้อื่น คิดวางแผนก่อกบฏต่อประเทศชาติ ไม่เคารพพ่อแม่ ต่างๆเป็นต้น เพราะจิตใจเกิดความคิดที่เป็นอกุศล พวกเขาทั้งหมดจะต้องลงไปในสระเลือดแห่งนี้จึงจะสามารถมีโอกาสไปยังด่านต่อไปได้ หากตอนที่มีชีวิตอยู่ไม่รู้จักทำความดี ตลอดทั้งคืนวันวางแผนคิดร้ายต่อทรัพย์สินและสิ่งของๆผู้อื่น คิดปองร้ายต่อลูกเมียของผู้อื่น ก็จะต้องลงไปในสระเลือดนี้ คนที่ไม่รู้จักระมัดระวังกริยาท่าทาง ไม่รู้จักระวังคำพูดและการกระทำ ก็จะต้องลงไปในสระเลือดนี้ คนที่ชอบทำแท้ง ฆ่าทารกให้จมน้ำตาย คนที่ชอบทำเรื่องทุจริตไม่มีความซื่อสัตย์ ทำเรื่องที่เป็นบาปอกุศลทั้งปวง ก็จะต้องลงไปในสระเลือดนี้เช่นกัน

ชิวเซิง : ขอบคุณที่ชี้แนะ เชิญวิญญาณมาสัมภาษณ์ได้หรือไม่?

นายนิรยบาล : โปรดรอสักครู่ (ในไม่ช้านายนิรยบาลก็นำตัววัยรุ่นมาคนหนึ่ง รูปร่างสันทัดไม่สูงไม่เตี้ย)

ชิวเซิง : ไม่ทราบว่าตอนที่เธอมีชีวิตอยู่ทำอาชีพใด? ตลอดชีวิตส่วนใหญ่ทำเรื่องอะไร?

วิญญาณบาป : ฉันแซ่หลี่ อยู่ที่ไถเป่ย เกิดในบ้านสกุลคัง ยามปกติก็ทำเรื่องที่ดีๆอยู่บ้าง เพราะอะไรถึงได้จับฉันมาที่นี่?

ชิวเซิง : งั้นยามปกติเธอทำเรื่องอะไรบ้าง? ต่อพ่อแม่ ต่อเพื่อน เธอปฏิบัติอย่างไร?

วิญญาณบาป : ยามปกตินอกจากดื่มเหล้าและเล่นไพ่นกกระจอกแล้ว ฉันก็ไม่ได้มีนิสัยความเคยชินที่ไม่ดีใดๆ ต่อพ่อแม่ยิ่งไม่ต้องพูดถึง เมื่อสามเดือนก่อนฉันก็ให้พวกเขายืมเงินห้าสิบหยวน นี่ยังไม่ได้ทวงคืนเลย

ชิวเซิง : ต่อการปรนนิบัติดูแลเอาใจใส่พ่อแม่คือการให้ยืม แล้วต่อเพื่อนล่ะ?

วิญญาณบาป : เพื่อนเหรอ? ฉันนึกขึ้นได้แล้ว ไอ้จางหมิงอี้คนนั้นฉันยังไม่ได้ทุบมันให้หนำใจเลย!

ชิวเซิง : ต่อพ่อแม่คือการให้ยืม ต่อเพื่อนคือการทุบตี คนอย่างเธอมาอยู่ที่นี่ยังนับว่าเบาเกินไปสำหรับเธอด้วยซ้ำ

วิญญาณบาป : ฉันทำความดีด้วยนะ!

ชิวเซิง : เอาความดีของเธอไปเล่าให้พญายมฟังเถอะ! (พูดจบก็กำหมัดเกือบจะต่อยออกไป แต่พุทธะจี้กงรีบเข้ามาขวางไว้)

นายนิรยบาล : ล่ำลือกันว่าพู่กันทรงท่านนี้มีนิสัยที่เถรตรงและแข็งกร้าว วันนี้ได้เห็นเองกับตา ไม่ผิดไปจากคำล่ำลือ ความโกรธเคืองไม่พอใจต่อสิ่งที่ไม่ชอบธรรมนั้นทุกคนต่างก็มี แต่จะโมโหจนทำลายสุขภาพร่างกายของตัวเองไม่ได้ ขอให้ท่านถนอมรักษาสุขภาพให้ดี จึงจะนับว่าเป็นโชค หากสามารถปรับอารมณ์สักหน่อยก็จะเป็นโชคของเวไนย์ เป็นโชคของอริยเจ้าทั้งหลาย

พุทธะจี้กง : ถูกแล้ว! ดื่มน้ำทิพย์สลายความโกรธก่อนเถอะ!

ชิวเซิง : (ไม่มีคำคัดค้าน ยกน้ำเต้าขึ้นดื่ม ดื่มน้ำทิพย์แล้วรู้สึกเย็นสดชื่นขึ้นมาทันที ความโกรธมลายหายไป) พระอาจารย์ครับ! ท่านเจ้าหน้าที่นิรยบาล! เป็นที่ขายหน้าแก่พวกท่านทั้งสองแล้ว

นายนิรยบาล : ที่พูดออกไปนั้น เพราะท่านติดตามพุทธะจี้กงมาเยี่ยมเยียนยมโลกเพื่อเวไนย์ ลักษณะของความเถรตรงและแข็งกร้าวนั้นเห็นได้ว่าเป็นคนที่เชิดชูความเป็นธรรม

พุทธะจี้กง : พูดในทางกลับกัน ต่อไปจะต้องระมัดระวังเรื่องโทสะให้มากขึ้นถึงจะถูก

ชิวเซิง : ศิษย์เข้าใจแล้วครับ

พุทธะจี้กง : ดึกแล้ว ควรกลับกันได้แล้ว

นายนิรยบาล : น้อมส่งพุทธะจี้กงและท่านชิวเซิง

พุทธะจี้กง : ไม่ต้องมากพิธี ถึงสำนักก่งเหิงถังแล้ว ศิษย์เราจงกลับเข้าร่าง

ชิวเซิง : ศิษย์น้อมส่งพระอาจารย์


บทความนี้มีประโยชน์ไหม?

บันทึกไว้อ่านภายหลังหรือแบ่งปันให้คนที่คุณห่วงใย

♡ เข้าสู่ระบบเพื่อบันทึก
อ่านต่อ

บทความที่เกี่ยวข้อง

ท่องนรกอเวจีใหม่

เป่ยเทียนอวี้หมอต้าซื่อเจี่ยง ประทับทิพย์ญาณ

เป่ยเทียนอวี้หมอต้าซื่อเจี่ยง ประทับทิพย์ญาณ หนังสือเสร็จ พลังกล่อมเกลา แผ่ขยาย ยินดีด้วย ได้หนังสือสอนความดี...

อ่านต่อ
ท่องนรกอเวจีใหม่

เฉาเทียนกงเทียนซั่งเซิ่งหมู่ ประทับทิพย์ญาณ

เฉาเทียนกงเทียนซั่งเซิ่งหมู่ ประทับทิพย์ญาณ ความลับอเวจีแดนทุคติแยกให้เห็น ทัณฑ์นรกเหี้ยมไม่เว้นแพร่งพรายสู่โล...

อ่านต่อ
ท่องนรกอเวจีใหม่

ตอนที่ 36 ข้อแนะนำสำหรับการใช้หนังสือมาขจัดกรรม

พุทธะจี้กง ประทับทิพย์ญาณ มหาเมตตา ปรารถนาให้นรก ว่างไร้สิ้น ปกโปรดเวไนย์ทั่วถิ่น สู่โลกแห่ง เอกภาพ ศาสดายมโลก...

อ่านต่อ