← กลับไปหน้าบทความ ท่องนรกอเวจีใหม่

ตอนที่ 4 อธิบายเรื่องโรคกรรม ท่องเที่ยวดงหมาดุ

พุทธะจี้กง ประทับทิพย์ญาณ มืดสุดมืดลึกสุดลึกเที่ยวนรกไม่เหนื่อยหน่าย กลางดงหมาอันดุร้ายสังเกตการณ์อยู่เบื้องหน้า ได้แต่เห็นวิญญาณบาปต่างโศกเศร้าหวาดผวา เสียงร้องไห้เสียงก่นด่าต่อว่าฟ้าต่อว่าดิน พุทธะจี้กง : ประทานยันต์ให้ศิษย์เราเผาดื่ม (พุทธะจี้กงโบกพัดเพียงเ...

MINDCYBER JOURNALตอนที่ 4 อธิบายเรื่องโรคกรรม ท่องเท

พุทธะจี้กง ประทับทิพย์ญาณ

มืดสุดมืดลึกสุดลึกเที่ยวนรกไม่เหนื่อยหน่าย

กลางดงหมาอันดุร้ายสังเกตการณ์อยู่เบื้องหน้า

ได้แต่เห็นวิญญาณบาปต่างโศกเศร้าหวาดผวา

เสียงร้องไห้เสียงก่นด่าต่อว่าฟ้าต่อว่าดิน

พุทธะจี้กง : ประทานยันต์ให้ศิษย์เราเผาดื่ม (พุทธะจี้กงโบกพัดเพียงเบาๆวิญญาณของชิวเซิงก็ออกจากร่าง)

ชิวเซิง : ศิษย์คารวะพระอาจารย์

พุทธะจี้กง : ศิษย์เราไม่ต้องมากพิธี รีบนั่งบัลลังก์บัวไปเที่ยวนรก

ชิวเซิง : ศิษย์นั่งเรียบร้อยแล้วครับ ขอเชิญพระอาจารย์ออกเดินทางได้

พุทธะจี้กง : ศิษย์เรา! ระยะนี้เจ้าสบายดีไหม?

ชิวเซิง : เรียนพระอาจารย์! วันไหนก็ตามที่ศิษย์ออกเดินทางท่องเที่ยวเพื่อประพันธ์หนังสือจะต้องมีอาการเจ็บป่วยเล็กๆน้อยๆ ไม่ทราบว่านี่เป็นเพราะอะไรหรือครับ?

พุทธะจี้กง : นี่เป็นการสลายวิบากกรรมในอดีตชาติ อาศัยช่วงเวลาในระหว่างที่กำลังประพันธ์หนังสือนี้ทำให้วิบากกรรมต่างๆปรากฏออกมาทีละอย่างๆ อาจจะมากบ้างน้อยบ้าง ก็มีเพียงโอกาสแบบนี้จึงจะสามารถสลายวิบากกรรมได้อย่างรวดเร็ว

ชิวเซิง : มีวิธีอื่นมาสลายวิบากกรรมไหมครับ?

พุทธะจี้กง : มี! แต่สิ้นเปลืองเวลามากกว่า ถ้าหากทุกๆวันหมั่นสวดท่องพระสูตรคัมภีร์แล้วอุทิศ ก็จะสามารถลดวิบากกรรมที่มาถ่วงรั้งทรมานกายสังขารให้ลดน้อยลงได้

ชิวเซิง : ศิษย์ก็สวด “ผู่เหมินผิ่น” ทุกวัน ไฉนกายสังขารยังได้รับความเจ็บปวดทรมานอยู่ละครับ?

พุทธะจี้กง : การที่ร่างกายได้รับความเจ็บปวดทรมานนั้นก็มีข้อดีอยู่อย่างหนึ่ง เพราะเป็นการหลีกเลี่ยงป้องกันเพื่อจะได้ไม่ต้องพบเจอกับแรงกรรมที่หนักมากในยามแก่ เนื่องจากว่าในยามปกติก็ได้ชำระเวรกรรมไปบ้างแล้วบางส่วน

ชิวเซิง : เวรกรรมรุมเร้า ไม่มีเวลาที่แน่นอน ไม่มีสถานที่ที่แน่นอน ตรงกับความจริงที่ว่า “อนิจจัง”

พุทธะจี้กง : ถูกต้อง! ก็คือ “ความอนิจจัง” ดังนั้นยิ่งต้องมีความวิริยะในการบำเพ็ญปฏิบัติ รักษาศีลวินัย ดำเนินบารมีหกอย่างไม่ย่อท้อ ยิ่งไปกว่านั้นอารมณ์เจ็ด ตัณหาหก รวมทั้งโลภ โกรธ หลง พิษร้ายรุนแรงต่างๆในใจของชาวโลกก็สามารถใช้โรคกรรมมาขจัดถอดถอนให้ลดน้อยลงได้ ดังนั้นนอกจากโรคกรรมจะสามารถขจัดเวรกรรมที่ไร้รูปลักษณ์ได้แล้ว ยังสามารถขจัดตัณหาความทะยานอยากที่มีรูปลักษณ์ได้อีกด้วย เพราะว่ามีเพียงช่วงขณะที่กำลังป่วยอยู่ มนุษย์จึงไม่มีความโลภ โกรธ หลง รวมทั้งความคิดที่ไม่ถูกทำนองคลองธรรมต่างๆ และยิ่งไม่มีโอกาสไปสร้างบาปกรรมเพราะรู้แต่เพียงว่าโรคที่ตนกำลังเผชิญอยู่นั้นมันทุกข์ทรมาน ต่อเรื่องต่างๆก็จะไม่มีจิตใจที่จะไปคิดเล็กคิดน้อยถือสาหาความ

ชิวเซิง : ที่แท้ความเจ็บป่วยก็มีประโยชน์อย่างนี้เอง แต่ดีที่สุดก็คือสามารถขจัดอารมณ์เจ็ด ตัณหาหก รัก โลภ โกรธ หลง และความคิดเหลวไหลที่ไม่ถูกทำนองคลองธรรมต่างๆในขณะที่ยังมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง จึงจะสามารถสำแดงฝีมือให้ปรากฏ

พุทธะจี้กง : ถูกต้องแล้ว อย่ารอจนกระทั่งโรคภัยไข้เจ็บมาทำให้ร่างกายได้รับความทุกข์ทรมาน เพราะว่านั่นเป็นเพียงผลกระทบที่เกิดจากความเจ็บป่วยเท่านั้น ไม่ใช่ฝีมือความสามารถในการไม่ถือสาหาความที่เกิดขึ้นจากการบำเพ็ญ

ชิวเซิง : เบื้องหน้ามองเห็นผืนดินอันกว้างใหญ่ไพศาล ที่นั่นมีหมาอยู่มากมาย ตัวใหญ่และแข็งแรงราวกับหมาป่า หมาแต่ละตัวคล้ายกับจะหิวจนหน้ามืด กระโจนเข้าใส่คนที่เดินผ่านไปผ่านมา กัดแล้วก็ไม่ยอมปล่อย ผู้คนต่างก็ร้องไห้วิ่งหนี วิ่งชนกันอุตลุด ทั้งตัวถูกฝูงหมาอันดุร้ายกัดจนถลอกปอกเปิกไปหมด เสื้อผ้าขาดวิ่นจนดูไม่ได้ เป็นสภาพที่น่าเวทนาจนไม่สามารถบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้ ช่างน่าสงสารจริงๆ

พุทธะจี้กง : ช่างน่าเห็นใจจริงๆ แต่คนเหล่านี้ก่อกรรมไว้ก็ต้องรับผลกรรมนั้นด้วยตัวเอง โทษใครไม่ได้

ชิวเซิง : เพราะเหตุใดจึงต้องรับผลกรรมเช่นนี้ แล้วที่นี่คือที่ไหนหรือครับ?

พุทธะจี้กง : ที่นี่มีชื่อว่า“ดงหมาดุ” คนเหล่านี้ตอนที่มีชีวิตอยู่ล้วนเป็นคนชั่วที่ไม่ยอมสำนึกผิดแก้ไขปรับปรุงตัว พวกเขาจะต้องมาที่นี่ ให้หมาที่หิวจนบ้าคลั่งเหล่านี้กินให้อิ่มเสียก่อนจึงจะสามารถไปต่อยังสถานีต่อไปได้

ชิวเซิง : มีเรื่องแบบนี้ด้วยหรือครับ? เข้าไปสัมภาษณ์ได้หรือไม่?

พุทธะจี้กง : ควรจะเข้าไปสัมภาษณ์!

(ในขณะที่ศิษย์-อาจารย์กำลังจะเดินไปข้างหน้า ทันใดนั้นเจ้าหน้าที่ที่มีใบหน้าเหมือนนกแร้งและมีรูปร่างเหมือนยักษ์ก็เรียกให้หยุด)

พุทธะจี้กง : ขุนพลสองท่านนี้ดูเหมือนไม่เคยเห็นมาก่อน?

ขุนพล : ผู้มาเยือนคือใคร? ไฉนถึงได้เดินเตร็ดเตร่มาถึงที่นี่?

พุทธะจี้กง : พวกเราก็คือผู้ที่ได้รับเทวราชโองการจากเง็กเซียนฮ่องเต้ให้มาประพันธ์หนังสือ

ขุนพล : โปรดแสดงหลักฐานยืนยันด้วย

พุทธะจี้กง : (หยิบเทวราชโองการออกมา เห็นแต่แสงสีทองเจิดจ้าเสียดแทงลูกนัยน์ตาทำให้ตาพร่า)

ขุนพล : ในเมื่อมีเทวราชโองการ ที่เสียมารยาทไปเมื่อครู่นี้ได้โปรดให้อภัยด้วย

พุทธะจี้กง : มาตรฐานของการปฏิบัติงานในหน้าที่ก็ควรจะเป็นเช่นนี้แหละ

ขุนพล : มีอะไรให้เรารับใช้โปรดบอกมาเถอะ

พุทธะจี้กง : ตอนนี้อยากสัมภาษณ์วิญญาณบาปที่ถูกหมากัด ได้โปรดเรียกวิญญาณบาปมาให้สัมภาษณ์ด้วย

ขุนพล : ได้ครับ! วิญญาณบาปที่อยู่ข้างหน้ารีบมานี่ซิ วิญญาณบาปพวกนี้ทำไมยังไม่รีบเข้ามาอีก!

พุทธะจี้กง : เธอบอกมาซิว่าตอนที่มีชีวิตอยู่ทำอาชีพอะไร แล้วทำกรรมใดไว้จึงมาอยู่ที่นี่?

วิญญาณบาป : ฉันชื่อจางฉางเต๋อ เป็นคนเมืองจังฮว่า พ่อฉันตายตั้งแต่เด็ก ฉันอาศัยอยู่กับแม่สองคน เพราะว่าไม่มีพ่อ ก็เลยถูกเด็กคนอื่นๆรังแกอยู่เสมอๆ จึงค่อยๆปลูกฝังจนกลายเป็นคนที่มีความคิดหัวรุนแรง โตขึ้นก็ไม่ได้ประกอบอาชีพที่สุจริต ทำงานอยู่ในพื้นที่ของโซนวีดีโอเกม เดิมทีก็เป็นคนหัวรุนแรงอยู่แล้ว เลยยิ่งติดนิสัยความเคยชินที่ไม่ดีมากยิ่งขึ้น ในที่สุดก็ดื่มเหล้าสูบบุหรี่ ต่อเรื่องอาหารการกินก็เป็นคนที่เรื่องมากช่างติ ถ้าอาหารไม่ถูกใจก็จะคว่ำชามลงตรงนั้น ทำให้แม่รู้สึกเสียใจไม่หยุด ต่อมาก็ถูกเพื่อนที่ไม่ดียั่วยุให้ไปร่วมเล่นเกมลูกกุญแจจึงได้รู้จักกับหญิงสาววัยรุ่นแซ่เฉินคนหนึ่ง หลังจากที่มีเพศสัมพันธ์กันนานวันเข้า พอรู้ว่าฝ่ายหญิงท้องได้สองเดือนก็บังคับให้ไปทำแท้งหลายต่อหลายครั้งโดยไม่ได้สนใจไยดี จนกระทั่งมีอยู่วันหนึ่งฉันฝันเห็นเด็กทารกกลุ่มหนึ่งเป็นเงารางๆ หลังจากนั้นเป็นต้นมาไม่ว่าจะกลางวันหรือกลางคืนก็จะเห็นวิญญาณของเด็กทารกมาตามหลอกหลอน รู้สึกกลัวไม่กล้ามอง เป็นเช่นนี้อยู่หลายวัน สุดท้ายก็เป็นโรคประสาท นอนอยู่บนเตียงผู้ป่วยนาน 5 เดือน ไม่สามารถรักษาเยียวยาได้และตายในที่สุด วิญญาณถูกนายนิรยบาลควบคุมตัว เมื่อเดินผ่านมาทางนี้ก็ถูกหมาที่กำลังหิวโหยกัดกิน ไม่สามารถเดินต่อไปข้างหน้าได้ พอเดินไปได้เพียงแค่นิดหน่อยก็จะถูกนายนิรยบาลทุบตีด้วยกระบองเขี้ยวหมาป่า ทำให้หมาที่กำลังหิวโหยยิ่งเข้ามากัดกินเป็นอาหาร ได้โปรดช่วยฉันด้วย ฉันอยู่ที่นี่มา 3 วันแล้ว

ชิวเซิง : ดูเธอช่างน่าเวทนาจริงๆ ทำให้ฉันรู้สึกเห็นอกเห็นใจ แต่อย่างไรก็ตามยิ่งทำให้ฉันรู้สึกว่าคนที่ไม่มีความผิดก็คือแม่ของเธอรวมทั้งเด็กทารกที่ถูกเธอทำแท้งเหล่านั้น เมื่อคิดถึงตรงจุดนี้ก็ทำให้ฉันรู้สึกโกรธแค้นไม่หาย (พูดพร้อมทั้งถีบวิญญาณบาปไปหนึ่งที่ วิญญาณบาปกลิ้งหลุนๆไปหลายตลบ ฝูงหมาที่กำลังหิวโหยอ้าปากตะกุยตะกายกงเล็บกระโจนเข้าใส่ กัดจนหน้าตาเละเทะ ทั้งตัวถูกฉีกกัดไม่มีชิ้นดี เลือดเนื้อสาดกระเซ็น เป็นสภาพที่ไม่อาจทนดูได้)

พุทธะจี้กง : ชิวเซิง! เมื่อไหร่เจ้าจะหัดเลียนแบบเท้าของเฟยเทียน?

ชิวเซิง : ศิษย์โมโหไปชั่วขณะ

พุทธะจี้กง : คืนนี้ดึกแล้ว เรากลับกันเถอะ

ชิวเซิง : ครับ! กราบขอบคุณท่านขุนพลทั้งสองที่ช่วยเหลือ

ขุนพล : มิกล้า มิกล้า! น้อมส่งท่านเมธีศิษย์อาจารย์

พุทธะจี้กง : ถึงสำนักก่งเหิงถังแล้ว ชิวเซิงรีบกลับเข้าร่าง

ชิวเซิง : ศิษย์น้อมส่งพระอาจารย์กลับสวรรค์


บทความนี้มีประโยชน์ไหม?

บันทึกไว้อ่านภายหลังหรือแบ่งปันให้คนที่คุณห่วงใย

♡ เข้าสู่ระบบเพื่อบันทึก
อ่านต่อ

บทความที่เกี่ยวข้อง

ท่องนรกอเวจีใหม่

เป่ยเทียนอวี้หมอต้าซื่อเจี่ยง ประทับทิพย์ญาณ

เป่ยเทียนอวี้หมอต้าซื่อเจี่ยง ประทับทิพย์ญาณ หนังสือเสร็จ พลังกล่อมเกลา แผ่ขยาย ยินดีด้วย ได้หนังสือสอนความดี...

อ่านต่อ
ท่องนรกอเวจีใหม่

เฉาเทียนกงเทียนซั่งเซิ่งหมู่ ประทับทิพย์ญาณ

เฉาเทียนกงเทียนซั่งเซิ่งหมู่ ประทับทิพย์ญาณ ความลับอเวจีแดนทุคติแยกให้เห็น ทัณฑ์นรกเหี้ยมไม่เว้นแพร่งพรายสู่โล...

อ่านต่อ
ท่องนรกอเวจีใหม่

ตอนที่ 36 ข้อแนะนำสำหรับการใช้หนังสือมาขจัดกรรม

พุทธะจี้กง ประทับทิพย์ญาณ มหาเมตตา ปรารถนาให้นรก ว่างไร้สิ้น ปกโปรดเวไนย์ทั่วถิ่น สู่โลกแห่ง เอกภาพ ศาสดายมโลก...

อ่านต่อ