← กลับไปหน้าบทความ ท่องนรกอเวจีใหม่

ตอนที่ 29 อยู่ท่ามกลางระหว่างลอยกับจม ขึ้นไปเจอค้อน ลงมาเจอไฟ

พุทธะจี้กง ประทับทิพย์ญาณ ความเปลี่ยนแปลงพลิกผัน ในอาชีพของขุนนาง ดั่งฟ้าสางเรืองรุ่ง เย็นตกต่ำลงทางลาด เฝ้าครุ่นคิดแสวงหา ให้ได้มาซึ่งอำนาจ เหมือนกระสวยพุ่งพรวดพราด คิดกลัดกลุ้มวุ่นวาย พุทธะจี้กง : ชีวิตคนบนโลกนี้ ไม่ว่าจะรับตำแหน่งหน้าที่การงานใดก็ตาม จะต้อง...

MINDCYBER JOURNALตอนที่ 29 อยู่ท่ามกลางระหว่างลอยกับ

พุทธะจี้กง ประทับทิพย์ญาณ

ความเปลี่ยนแปลงพลิกผัน ในอาชีพของขุนนาง

ดั่งฟ้าสางเรืองรุ่ง เย็นตกต่ำลงทางลาด

เฝ้าครุ่นคิดแสวงหา ให้ได้มาซึ่งอำนาจ

เหมือนกระสวยพุ่งพรวดพราด คิดกลัดกลุ้มวุ่นวาย

พุทธะจี้กง : ชีวิตคนบนโลกนี้ ไม่ว่าจะรับตำแหน่งหน้าที่การงานใดก็ตาม จะต้องพยายามอย่างสุดกำลังความสามารถ ทำงานในส่วนที่ตนเองรับผิดชอบให้ออกมาดีที่สุด นับแต่อดีตโบราณมา ทุกคนล้วนต้องเจอกับความผันผวนในตำแหน่งหน้าที่การงาน เกิดความพลิกผันเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ยิ่งไปกว่านั้นอาจจะเกิดความผันผวนเปลี่ยนแปลงขึ้นบ่อยครั้ง แต่ไม่ว่าจะดำรงตำแหน่งหน้าที่ใด แล้วถูกสับเปลี่ยนโยกย้ายไปอยู่ในตำแหน่งหน้าที่ไหนก็ตาม ทุกคนจะต้องใช้ความตั้งใจเพื่อให้ภาระหน้าที่ในตำแหน่งที่ตนเองรับผิดชอบอยู่นั้นสำเร็จลุล่วง ภาระหน้าที่ต่างๆในโลกนี้ ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ ล้วนแล้วแต่จำเป็นที่จะต้องมีคนไปแบกรับ ก็เหมือนกับตาข่ายที่ไม่สามารถขาดปมใดปมหนึ่งไปได้แม้แต่ปมเดียว แต่ทว่า ผู้ที่มีตำแหน่งสูง ถ้าหากถูกลดตำแหน่งลงมา ก็ไม่ควรไปยึดติดคิดเล็กคิดน้อย ตามหลักแล้วควรที่จะต้องย้อนมองสำรวจตนว่าสาเหตุที่แท้จริงนั้นอยู่ตรงไหน ตนเองได้ทำอะไรผิดพลาดไป? ค้นหาข้อผิดพลาดของตัวเอง แล้วคิดหาวิธีแก้ไขให้ถูกต้อง จึงจะสามารถมีความหวังที่จะได้เลื่อนขั้นหวนกลับคืนสู่ตำแหน่งเดิมในวันหนึ่งข้างหน้า แต่ถ้าหากไม่สามารถสงบใจลง แล้วย้อนมองสำรวจตัวเอง ก็จะไม่สามารถรู้ว่าความผิดพลาดของตัวเองนั้นอยู่ที่ตรงไหน ทำให้ตัวเองเกิดความโอหังอวดดี พอใจกับผลงานของตัวเองอยู่อย่างนั้นตลอดไป ไม่รู้จักปรับปรุงแก้ไข สุดท้ายก็ถูกสังคมทอดทิ้ง ดังนั้นหากคนๆหนึ่งใช้ความสามารถที่มีอยู่ทำหน้าที่ในตำแหน่งของตัวเองอย่างสุดความสามารถแต่ไม่เกินขอบเขตภาระหน้าที่อันพึงปฏิบัติ ที่เรียกว่า “ไม่ได้อยู่ในตำแหน่งไหนก็ไม่ต้องคิดวางแผนในกิจการนั้น” เพียงแค่สามารถช่วยเสนอความคิดเห็นส่วนตัวที่มีประโยชน์ ก็จะได้ไม่ต้องตกเป็นคนเจ้าแผนการที่ขี้อิจฉาตาร้อน นี่ก็คือวิธีการรู้รักษาตัวรอด ประทานยันต์ให้ศิษย์เราเผาดื่ม วิญญาณจงออกจากร่าง

ชิวเซิง : ศิษย์คารวะพระอาจารย์

พุทธะจี้กง : ศิษย์เราไม่ต้องมากพิธี รีบขึ้นบัลลังก์บัวเถอะ

ชิวเซิง : ศิษย์ขอบังอาจเรียนถามพระอาจารย์ ไม่ทราบว่าเพราะเหตุใดวิญญาณบาปที่สร้างอนันตริยกรรมอันเป็นเหตุให้ต้องตกนรกอเวจีและได้รับการลงทัณฑ์อย่างโหดเหี้ยม เมื่อได้สวดท่องพุทธนามของพระศรีอาริยเมตไตรยแล้วก็สามารถได้รับการพยากรณ์จากพระศรีอาริยเมตไตรยและได้รับการนำพาไปเกิด?

พุทธะจี้กง : คำตอบนี้สาเหตุสำคัญสรุปได้ 2 ข้อ ข้อที่ 1 ก็คือเหตุปัจจัยในชาติก่อน เหตุปัจจัยในข้อนี้ยังแบ่งได้เป็น 2 ข้อ ข้อ 1.1 ในชาติปางก่อนเคยผูกบุญสัมพันธ์กับเซียนพุทธะ ข้อ 1.2 เพราะในชาติปางก่อนเคยผูกบุญสัมพันธ์กับเซียนพุทธะ ก็คือเหตุบุญปัจจัยตอบสนองให้มีส่วนร่วมในการประพันธ์หนังสือ “ท่องนรกอเวจีใหม่” เล่มนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมธีทั้งหลายต่างร่วมแรงพลังปณิธาน พร้อมใจกันแบกรับภาระใหญ่ เป็นตัวแทนของฟ้าเบื้องบนป่าวประกาศเผยแพร่ธรรม ข้อที่ 2 เพราะวาระการลงทัณฑ์มาบรรจบกับเหตุบุญวาระในการท่องเที่ยวประพันธ์หนังสือ ซึ่งก็คือเหตุปัจจัยรวมตัวกันที่ได้ถูกจัดวางไว้อย่างแยบยล ด้วยเหตุนี้จึงสามารถได้รับคำพยากรณ์จากพระศรีอาริยเมตไตรยและได้รับการนำพาไปเกิด

ชิวเซิง : แล้วจะนำพาไปเกิดยังที่ใด?

พุทธะจี้กง : นำพาไปเกิดที่ “แดนกามาพรหม”

ชิวเซิง : แล้วแดนกามาพรหมเป็นโลกธาตุแบบไหน?

พุทธะจี้กง : แดนกามาพรหมคือสังกัดของวิญญาณที่นำกรรมติดตัวไปเกิด ถึงแม้ว่าพระเมตเตยยะจะนำพาไปเกิด แต่ก็จะต้องบำเพ็ญอยู่ในแดนกามาพรหมนี้ด้วยความมุมานะบากบั่น ประการแรก ยากนักที่จะได้สดับฟังธรรมจากพระพุทธะ ประการที่สอง ไม่มีกุศลที่หยั่งรากลึกเป็นทุนเดิม อีกทั้งยังขาดปัญญาความรู้ที่จะช่วยแก้ปัญหา มีเพียงแต่เพื่อนผู้ร่วมบำเพ็ญที่ต่างก็เลอะเลือนเหมือนกันกับตนเท่านั้น ด้วยเหตุนี้จึงมีเพียงแค่ต่างคนต่างบำเพ็ญด้วยความมุมานะบากบั่นจึงจะสามารถบรรลุเข้าสู่ลานเมตเตยยะชั้นนอกได้

ชิวเซิง : ยามปกติศิษย์ก็สวดท่องพุทธนามมากมายไม่ใช่น้อย แถมยังตั้งใจสวดเป็นอย่างมาก แต่เหตุใดจึงไม่ได้พบเห็นพระพุทธะโพธิสัตว์? อีกทั้งไม่มีความรู้สึกสัมผัสถึงพลังหนุนส่งหรือพรใดๆเลย?

พุทธะจี้กง : นั่นก็เพราะกายมนุษย์ถูกสามพิษร้าย (โลภ โกรธ หลง) และขันธ์ห้าเป็นอุปสรรคกีดขวาง กาย ใจ ปาก ไม่สามารถรวมกันเป็นหนึ่ง ซึ่งก็คือปากสวดพุทธนาม แต่จิตใจอาจจะไม่ได้จดจ่ออยู่ที่พุทธนาม บางทีใจอาจจะติดอยู่กับเรื่องในอดีต หรือบางทีใจอาจจะคิดถึงเรื่องในอนาคต ด้วยเหตุนี้ กาย ใจ ปาก จึงไม่สามารถรวมกันเป็นหนึ่ง แล้วจะรู้สึกสัมผัสถึงพลังหนุนส่งได้อย่างไร? ยิ่งไปกว่านั้นไม่ใช่ว่าจะไม่มีพลังหนุนส่ง แต่เป็นเพราะว่าจิตธรรมญาณถูกกายเนื้อพันธนาการไว้จึงไม่สามารถสัมผัสรับรู้ได้เท่านั้นเอง! ส่วนวิญญาณบาปนั้นเป็นเพราะไม่มีกายเนื้อห่อหุ้ม ดังนั้นจึงตอบสนองได้ฉับไวเป็นพิเศษ คลื่นความคิดก็มีพลังมากเป็นพิเศษ เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้? ยกตัวอย่างง่ายๆ มีคนอยู่สองคน คนหนึ่งรับทุกข์ทรมานแสนสาหัส ส่วนอีกคนหนึ่งไม่เคยเจอกับความทุกข์เลย หากพูดกับพวกเขาทั้งสองคนด้วยเรื่องเดียวกัน ปฏิกิริยาตอบสนองรวมถึงวิธีการแก้ไขปัญหาของพวกเขาทั้งสองคนก็จะแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ดังนั้นในทางกลับกัน ในขณะที่สวดพุทธนามนั้น เป็นเพราะคนถูกกายเนื้อพันธนาการเอาไว้ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งกายเนื้อนี้ก็มีอุปนิสัยของตัวเอง ดังนั้นจึงมีคนจำนวนมากที่สงบนิ่งใคร่ครวญแล้วไม่สามารถมีจิตใจที่จดจ่อ เลยทำให้ไม่สามารถสัมผัสรู้ แต่สำหรับวิญญาณบาปนั้น เป็นเพราะพวกเขาสูญสิ้นกายเนื้อไปแล้ว ดังนั้นจึงสามารถสวดท่องพุทธนามด้วยความศรัทธาจริงใจ เรื่องนี้ก็เปรียบเสมือนกับคนที่มีชีวิตสุขสบายจนเคยชิน เมื่อพบเจอกับปัญหาที่แก้ไขไม่ได้ ถึงแม้ว่าจะมีคนมาช่วยชี้แนะวิธีการแก้ไขปัญหาให้ แต่เนื่องจากสุขสบายซะจนเคยชิน ดังนั้นจึงมักจะแก้ไขปัญหาเองได้ไม่ดีนัก สุดท้ายก็ต้องรอให้คนอื่นมาช่วยจัดการแก้ไขให้ แต่คนที่มีชะตาชีวิตที่ยากลำบากนั้น เป็นเพราะว่าเขาดื่มกินความทุกข์มามากมาย เมื่อพบเจอกับปัญหาแล้วมีคนมาช่วยชี้แนะวิธีการแก้ไขปัญหาให้ เนื่องจากเขาแก้ปัญหาด้วยตัวเองซะจนเคยชิน ดังนั้นจึงปฏิบัติตามวิธีการที่ได้รับการชี้แนะและสามารถแก้ไขปัญหาต่างๆได้อย่างง่ายดาย เพราะว่าวิญญาณบาปกระตือรือร้นที่จะช่วยเหลือตัวเอง อีกทั้งไม่มีกายเนื้อพันธนาการ และความคิดก็มีพลังมาก จึงตอบสนองได้ฉับไว ถึงปากทางเข้าคุกแล้ว เซียนกวนกำลังรออยู่ ศิษย์เรารีบแสดงความคารวะ

ชิวเซิง : ผู้น้อยคารวะท่านเซียนกวนและท่านขุนพลทั้งสอง

เซียนกวน : ท่านเมธีไม่ต้องมากพิธี คารวะท่านพุทธะจี้กง

พุทธะจี้กง : ไม่ต้องมากพิธี

ชิวเซิง : เมื่อเข้ามาในคุก เห็นเพียงวิญญาณบาปกลุ่มหนึ่งลอยอยู่กลางเวหา แล้วที่กลางเวหาก็มีค้อนเหล็กขนาดใหญ่ทุบลงไปที่หัวของวิญญาณบาป ทำให้วิญญาณบาปร่วงตกลงมาที่พื้น แต่บนพื้นก็มีสัตว์ที่มีรูปร่างคล้ายกับหมีแพนด้าพ่นไฟขึ้นไป ทำให้วิญญาณบาปพุ่งกลับขึ้นไปบนเวหาอีก ต้องตกอยู่ในสภาพที่ไม่สามารถจะขึ้นไปถึงสุดขอบฟ้า พอร่วงตกลงมาก็ไม่สามารถแตะถึงพื้นดิน นี่ไม่ใช่เรื่องที่ทุกข์ทรมานอย่างยิ่งหรอกหรือ?

เซียนกวน : วิญญาณบาปที่ถูกลงโทษอยู่ในคุกนี้ ส่วนใหญ่ตอนสมัยที่มีชีวิตอยู่ใช้เล่ห์เพทุบายวางแผนใส่ร้ายผู้อื่น ทำให้ตำแหน่งหน้าที่การงานของผู้อื่นเกิดความพลิกผัน ไม่เพียงแต่ในฝั่งของเหล่าขุนนางข้าราชการเท่านั้น แม้แต่ประชาชนทุกคนก็เช่นกัน ดังนั้นให้วิญญาณบาปเหล่านี้อยู่ในสภาพที่ลอยขึ้นแล้วก็ร่วงลง ขึ้นๆลงๆเช่นนี้ จึงจะสามารถทำให้พวกเขาสัมผัสซาบซึ้งถึงความรู้สึกภายในจิตใจของคนที่เคยถูกพวกเขาใส่ร้ายในอดีตว่าเป็นอย่างไร

ชิวเซิง : (เมื่อท่านเซียนกวนพูดจบ ทันใดนั้นกลางเวหาก็มีจอแสดงภาพจอหนึ่งปลิวลงมา เบื้องหน้าปรากฏภาพของขอทานกำลังขอทานตามท้องถนน สภาพถูกรังแก 500 ครั้ง ปรากฏภาพของนกนางนวล 10 ครั้ง และภาพลักษณะคล้ายงูอีก 100 ครั้ง สุดท้ายก็เป็นช้างอีก 10 ครั้ง)

พุทธะจี้กง : กลับกันเถอะ

ชิวเซิง : ผู้น้อยขอบคุณท่านเซียนกวนและท่านขุนพลทั้งสองที่คอยช่วยเหลือ

เซียนกวน : น้อมส่งท่านพุทธะจี้กงและท่านเมธี

พุทธะจี้กง : ถึงสำนักก่งเหิงถังแล้ว ศิษย์เราจงกลับเข้าร่าง

ชิวเซิง : ศิษย์น้อมส่งพระอาจารย์

บทความนี้มีประโยชน์ไหม?

บันทึกไว้อ่านภายหลังหรือแบ่งปันให้คนที่คุณห่วงใย

♡ เข้าสู่ระบบเพื่อบันทึก
อ่านต่อ

บทความที่เกี่ยวข้อง

ท่องนรกอเวจีใหม่

เป่ยเทียนอวี้หมอต้าซื่อเจี่ยง ประทับทิพย์ญาณ

เป่ยเทียนอวี้หมอต้าซื่อเจี่ยง ประทับทิพย์ญาณ หนังสือเสร็จ พลังกล่อมเกลา แผ่ขยาย ยินดีด้วย ได้หนังสือสอนความดี...

อ่านต่อ
ท่องนรกอเวจีใหม่

เฉาเทียนกงเทียนซั่งเซิ่งหมู่ ประทับทิพย์ญาณ

เฉาเทียนกงเทียนซั่งเซิ่งหมู่ ประทับทิพย์ญาณ ความลับอเวจีแดนทุคติแยกให้เห็น ทัณฑ์นรกเหี้ยมไม่เว้นแพร่งพรายสู่โล...

อ่านต่อ
ท่องนรกอเวจีใหม่

ตอนที่ 36 ข้อแนะนำสำหรับการใช้หนังสือมาขจัดกรรม

พุทธะจี้กง ประทับทิพย์ญาณ มหาเมตตา ปรารถนาให้นรก ว่างไร้สิ้น ปกโปรดเวไนย์ทั่วถิ่น สู่โลกแห่ง เอกภาพ ศาสดายมโลก...

อ่านต่อ