ไม่กินเนื้อสัตว์ แล้วเราจะตายหรือไม่
ปลาที่ยังไม่ตาย ต้องว่ายทวนน้ำ เหมือนกับผู้ปฏิบัติธรรมส่วนใหญ่ คือผู้ที่พยายามว่ายทวนกระแสกรรม ผู้ที่อยู่เฉยๆ ไม่คิดหรือพยายามที่จะว่าย จึงต้องไหลไปตามกระแสกรรม
บทความโดย ธรรมสาทโร ภิกขุ เทศนาออกอากาศ วิทยุชุมชนเทพนิมิตมงคล 98.25 Mhz
วันเสาร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ 2551 และ วันอาทิตย์ที่ 3 กุมภาพันธ์ 2551
“ปลาที่ยังไม่ตาย ต้องว่ายทวนน้ำ เหมือนกับผู้ปฏิบัติธรรมส่วนใหญ่ คือผู้ที่พยายามว่ายทวนกระแสกรรม ผู้ที่อยู่เฉยๆ ไม่คิดหรือพยายามที่จะว่าย จึงต้องไหลไปตามกระแสกรรม ไหลไปจนถึงจุดจบของชีวิต เมื่อถึงตอนนั้นหากคิดจะว่ายทวนน้ำ คงจะสายเกินไปแล้ว”
ในครั้งที่ 7 นี้ อาตมาจะขอเน้นเรื่อง “การกิน” เป็นพิเศษ หัวข้ออื่นๆจะตามมาในครั้งหน้า (ถ้าโยมยังไม่เบื่อซะก่อน ไม่เกลียดอาตมาซะก่อน เพราะอาตมาใช้คำพูดแรงและตรงไม่อ้อมค้อมนะ เพราะอาตมามีธรรมเป็นอาวุธ ไว้สู้กับกิเลส ก็ต้องใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด อาตมาจะตัดถางป่าดงดิบรกทึบที่อยู่ในใจ ตัดมันจนกว่าโยมจะได้เห็นแสงสว่าง เอาแค่รำไรก็ยังดี) หากใครรู้สึกว่าเจ็บจี๊ดๆที่หัวใจ นั้นแสดงว่า อาตมากำลังเฉือนเนื้อร้ายออกไปจากหัวใจโยมทีละนิดๆ แล้วใช้เวลาซักพัก อาการจะค่อยๆดีขึ้นเอง
ว่าไปแล้วหลายคนไม่รู้ หลายคนอาจจะมองข้ามไม่ได้ฉุกคิด เพราะเราทำตามมาตั้งแต่ ปู่ ย่า ตา ยาย ทำมาเป็นร้อยๆ พันๆ ปีหรือมากกว่านั้น เห็นตัวอย่างแบบนี้มาตั้งแต่เกิด ความเคยชินต่างๆ จึงครอบงำผูกติดเอาไว้ นานวันเข้าก็ยิ่งแน่นๆ หลุดหนีไปไม่ได้ จึงเกิดเป็นวัฎจักร วนเวียนไม่มีที่สิ้นสุด ที่พุทธองค์เรียก “วัฏสงสาร” cycle of life คือ เห็นแล้วสงสารมากที่จะต้องตายแล้วเกิดวนเวียนไม่จบสิ้น ความเคยชินต่างๆ นี่แหละคือกรรม ทำให้เรามองเห็นแสงธรรมที่จะส่องลงมากลางใจได้ยากยิ่ง เหมือนกับเราอยู่ท่ามกลางป่าดงดิบสูงชัน แสงอาทิตย์ไม่สามารถสาดส่องลงมาจนถึงพื้นได้ ไม่รู้กลางวันไม่รู้กลางคืน มองทิศทางเดินไม่เห็น ไปไม่เป็น อาศัยแต่คลำทางไปเรื่อยๆ หลงทิศ ฉันใดก็ฉันนั้น แต่ถ้ารู้จักตัดถางริบใบออกซะบ้าง แสงอาทิตย์ แสงแดด จะสาดส่องลงมาจนถึงพื้น โยมจะเห็นทุกสิ่งทุกอย่างว่ามันสว่างไสว ยิ่งตัดถางริบใบมากเท่าไหร่ แสงแดดก็ส่องลงมาได้มากขึ้น มองอะไรก็เห็นทะลุปรุโปร่งชัดเจนไม่ผิดเพี้ยน แถมยังฆ่าเชื้อโรคได้อีกแม่นบ่ แต่ถ้าเราปิดกั้นกับสิ่งใหม่ๆ ความคิดใหม่ๆ เหตุผลใหม่ๆ เราก็จะหมดโอกาสที่จะได้พบกับสิ่งที่ยิ่งใหญ่ คุณค่าความยิ่งใหญ่จะมีมากน้อยก็อยู่ตามแต่เหตุปัจจัยนั้นๆ เมื่อเรารู้ว่าสิ่งนี้ดีมากๆโอ้ประเสริฐไร้ที่ติ “โอ้ววว!! มันยอดมาก!! ซาร่า ว้าว!! มันเยี่ยมยอดจริงๆ ค่ะจร๊อชช” แต่เราอ่านแล้วก็ปล่อยผ่านไป ฟังแล้วก็ปล่อยผ่านไปอีก สิ่งไหนเป็นประโยชน์ โยมก็ไม่รีบทำ ไม่รีบปฏิบัติ มันก็ไม่ได้เกิดประโยชน์กับตัวเอง ถ้าปล่อยไว้นานโยมเองก็จะถูกปกคลุมด้วยความมืด จวนๆ จะเจอแสงสว่างอยู่แล้ว มันก็ไม่เจอสักที แต่ถ้าโยมรับสิ่งใหม่ๆ ตลอดแทบทุกอย่าง มันก็ไม่ใช่สิ่งที่ดี ต้องมีสติตั้งมั่นคิดตามให้มากๆ
ใช้เหตุผลตามให้มากๆ มองให้เห็นทะลุทั้ง 6 มิติ (มองโดยรอบ) มีความเป็นกลางไม่โอนเอียงไปข้างหนึ่งข้างใด แล้วโยมก็จะกลายเป็นคนที่มีจิตใจเปิด มองอะไรก็เห็นแจ้งแทงตลอด จริงมั้ย ....ไปๆมาๆก็น่าน้อยใจนะ พระบวช พระเรียน พระคิดหาวิธีต่างๆ เพื่อมาใช้ในการเทศนา ใช้ในการสอน อยากให้โยมเชื่อ ให้โยมบรรลุ ผลักดันให้โยมถึงฝั่ง ใช้ปากไม่พอ ใช้มือก็ยังไม่พอ ต่อไปจะใช้อะไรดีนะ?? แต่โยมก็ไม่เชื่อ ยังไม่ทำตาม โยมก็รู้ว่ามันดี๊ดี แต่ก็ไม่ลงมือทำซะที มันติดที่อะไรเน้อ ช่วยบอกอาตมาที...
อาตมาบวชมาระยะเวลาหนึ่งประมาณ 9 เดือนเห็นจะได้ ตอนแรกตั้งใจว่าจะบวชแค่เดือนเดียวเท่านั้นก็จะกลับไปทำงานต่อ เพราะงานทุกอย่างตอนนี้อาตมาฝากโยมเพื่อนดูแลไว้คนเดียว ป่านนี้คงเดี้ยงไปเรียบร้อยแล้ว แต่ตอนนี้อาตมาเริ่มมีปัญหาแล้วเพราะงานบางอย่างโยมเพื่อนทำแทนไม่ได้ อาตมาทำได้คนเดียว เงินหลุดไปหลายแล้ว แต่อาตมาจะหาวิธีช่วยทำงานบางอย่างจากที่นี่ เพื่อจะช่วยโยมเพื่อนได้บ้าง ทั้งนี้อาตมาช่วยโยมเพื่อนเท่ากับช่วยตัวอาตมาเอง ภาระโยมเพื่อนก็จะเบาลง อาตมาก็จะได้ยืดระยะเวลาสึกออกไป บวชต่อไปอีกได้นานขึ้น อาตมาก็ได้แต่บอกโยมเพื่อนว่าทนๆ หน่อยนะ ขอบวชอีกสักหน่อย ผลัดไปอีกขอให้เห็นบั้งไฟ ผลัดไปอีกหน่อยขอให้ได้เข้าพรรษา ผลัดไปอีกสักหน่อยขอให้ได้รับกฐิน ผลัดไปอีกขอให้ได้ครบองค์ประกอบของการบวชพระ ผลัดโยมเพื่อนเค้าไปเรื่อยๆ เกรงใจเค้าเหมือนกัน อาตมาก็ไม่แน่ใจว่าจะยืดระยะเวลาแบบนี้ได้นานแค่ไหน จนกระทั่งตอนนี้ผลัดไปจนจะครบรอบฮีตสิบสองแล้ว จนอาตมาแน่ใจอะไรบางอย่าง จึงสินใจอีเมลบอกกับโยมเพื่อนว่า ปล่อยงานของอาตมาที่กรุงเทพฯเลย จะได้ไม่เหนื่อย เพราะตอนนี้อาตมาตัดสินใจ จะอยู่ช่วยคนที่ภาคอีสานจนกว่าเราจะหมดแรง ดูเป็นสุภาพบุรษจังเลยเนอะ แต่นั่นก็เป็นเรื่องที่อาตมาจะทำจริงๆ
แต่จะพยายามทำเท่าที่ทำได้นะ ชีวิตนี้ไม่มีอะไรแน่นอน เพราะชีวิตคล้ายกับเปลวเทียนที่ตั้งอยู่กลางแจ้ง ลมพัดมาแรงๆ ก็พร้อมที่จะดับได้ทุกเมื่อ และโยมก็ต้องเตรียมพร้อมที่จะดับด้วยเช่นกัน แต่มีข้อแม้ต้อง ดับอย่างมีสติ นะ เข้าใจบ่ ..ตอนที่อาตมาบวชพระวันแรกๆ ยังจำตอนฉันอาหารครั้งแรกได้ กังวลมาก จะฉันยังไงดี ตัวเราเองก็ไม่กินเนื้อสัตว์ กรุงเทพก็หาร้านเจยากแล้ว ตอนแรกๆ โยมยังไม่รู้ เห็นอาตมาไม่ค่อยฉันอะไร ก็ตะโกนบอกอาตมาว่าฉันไปเถอะ อาหารอีสานก็มีแต่แบบนี้แหละ ตามมีตามเกิด อาตมาก็ไม่ได้ตอบอะไรเดี๋ยวก็คงจะรู้เองล่ะนะ จะไม่ให้จ้องแต่กับข้าวได้อย่างไร ก็อาหารอีสาน มีแต่เนื้อสัตว์ล้วนๆ เลย แถมยังแปลกๆ ด้วย ตายแน่ๆ งานนี้จึงต้องลำบากโยมป้าฝึกทำอาหารมังสวิรัติมาใส่บาตร แรกๆ ก็ทำไม่คล่องอาตมาจึงจดสูตรอาหารไปให้ ตอนนี้ทำเก่งแล้ว เปิดร้านอาหารเจได้สบายเลย ก็ขอให้ได้บุญเยอะๆ นะโยม
อาตมาได้ฉันอาหารมาระยะเวลานึงก็เริ่มเห็นอะไรอยู่ตัว สังเกตมานานแล้ว โยมจับทุกอย่างมาทำเป็นอาหารได้หมด กิ้งก่าเอย แมงต่างๆเอย ล่าสุดไข่กบ กินได้ไง? ไข่มดแดงนี่มีทุกวัน อาตมาจะบอกโยมว่า มันบาปนะรู้มั้ย โยมตัดวงจรชีวิตของมันตั้งแต่ยังเป็นไข่ ธรรมชาติสร้างเครื่องป้องกันตัวให้มดแดงมีพิษกัดแล้วแสบคัน สร้างสัญชาติญาณเอาไว้สอนให้มดมันกลัวคน จึงสร้างรังไว้ในที่สูงๆ เพราะมันคิดว่าเป็นที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับไข่และลูกน้อยของมัน มันหวงและสู้สุดชีวิตขนาดอยู่ในถ้วยแล้วมันยังเดินรอบไข่เลย สัญชาติญาณสร้างให้มันมีความรักความเป็นห่วงลูก เหมือนกับคนไม่มีผิดเพี้ยน แต่ความพยายามของคนก็ยังปีนขึ้นไปจับมัน ไปสอยมันมาทำเป็นอาหารจนได้ กินกันอย่างอร่อยลิ้น แบบนี้เค้าเรียกว่าฆ่าล้างโคตร สัตว์พวกนี้น่าสงสารมากนะโยม เป็นเพราะบาปกรรมของเค้าที่ทำให้จะต้องเกิดมาเป็นสัตว์ชั้นต่ำ กว่าจะได้เกิดเป็นมนุษย์อีกเค้าต้องใช้บาปกรรมไม่รู้จักกี่ภพกี่ชาติ และยิ่งเกิดเป็นสัตว์ตัวเล็กๆ อีก ก่อนจะมาเกิดหรือจุติเป็นสัตว์ ดวงจิตเค้าจะต้องถูกตีจนแตกละเอียดกระจัดกระจาย รังมด 1 รังใหญ่ ดวงจิต 1 ดวงนะโยม เค้ายังใช้กรรมที่สร้างไว้ไม่ทันหมด โยมก็ไปเร่งให้เค้าไปเกิดเป็นนั่นเป็นนี้ต่อไปอีก ก็ยิ่งทำให้เค้าใช้กรรมไม่รู้จักจบ จะต้องตาย แล้วก็เกิด ไม่เสร็จไม่สิ้นซะที แค่นี้เค้าก็รับกรรมแย่แล้วนะโยมน่าเห็นใจเค้านะ อย่าทำร้ายเค้าอีกเลย อย่าเห็นแก่ความแซ่ป ไม่กินสักวันเราก็ไม่ตายหรอก คิดแบบนี้ไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็หายอยาก นี่อาจจะเป็นความเห็นเป็นมุมมองของคนเมืองนะ แต่ที่นี่อาจจะเป็นเรื่องธรรมดา เพราะเราเคยชินกันแล้วมาตั้งแต่ปู่ ย่า ตายาย เป็นอย่างนั้นรึเปล่า
อาตมาเห็นญาติโยมเกาะติดสถานการณ์ที่วัด มาทำบุญแต่เช้า เตรียมอาหารแต่เช้า ไม่เคยขาดเลย รู้สึกเป็นภาพที่น่าดีใจมาก จึงถ่ายรูปเก็บ เห็นแล้วชื่นใจจริงๆ ภาพแบบนี้ ความตั้งใจแบบนี้ ในเมืองหลวงไม่มี เพราะกรรมกระมัง ที่ต้องทำงาน ที่ต้องออกจากบ้านกันแต่เช้า บ้านแต่ละคนก็ไม่ได้ใกล้ที่ทำงาน ส่วนใหญ่จะอยู่รอบๆ เมือง จึงทำให้หมดโอกาสเข้าวัดในเวลาเช้าๆ แบบนี้ อาจจะได้เข้ากันอีกทีก็โน่น งานของตัวเอง คราวนี้อยู่กับวัดนานเลย อยู่กันเป็นคอนโดเลยนะ มีตั้งหลายชั้นน่าอยู่ทีเดียว แต่อาตมาก็ไม่อยากไปอยู่หรอก อยู่แบบนี้ดีแล้ว มีเวลาก็พิมพ์หนังสือ ทำเว็บไซต์ เตรียมสอนเด็กๆ ได้เจอญาติโยมได้พูดได้คุย ได้ฟังเสียงอีสาน ฝึกไปวันละคำ สองคำ เดี๋ยวก็เข้าใจได้ เดี๋ยวก็พูดได้ คำไหนไม่เข้าใจอาตมาก็ถามพระด้วยกัน พระก็สงเคราะห์บอกให้เข้าใจ …แล้วอาตมาได้ยินได้ฟังมาจากไหนล่ะ? ก็ตอนฉันจังหัน กับฉันเพลนี่แหละ พ่อออก แม่ออก เค้าก็จะแลกเปลี่ยนข่าวสารในหมู่บ้านมาพูดคุย มาเล่าสู่กันฟัง นั่งคุยกันเป็นกลุ่มๆ ฟังไปฟังมา เหมือนรายการของโยมสรยุทธ์เลย ถึงลูกถึงคนจริงๆ
อาตมาอาจจะมีความโชคดีเล็กน้อย คือ ได้มีโอกาสเห็นสิ่งต่างๆ เกี่ยวกับการเกิด เจ็บ ตาย และได้มีโอกาส ศึกษาธรรมมาบ้างพอควร สองสิ่งนี้ เมื่อมารวมกัน ก็จะเกิดเป็นปัญญา ให้ฉุกคิด ทำให้เราคิดที่จะลงมือทำ ให้รู้จักสร้างเหตุ อุดรูรั่วต่างๆให้หมด ให้รู้จักตัวตนจริงๆของตัวเอง ให้รู้จักสภาวธรรมจริงแท้ ให้รู้จักพุทธจิตธรรมญาณเดิมของตัวเองว่าเป็นเช่นไร ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะเป็นเกราะป้องกันภัย ให้กับตัวเอง ทั้งในโลกนี้และโลกหน้า ..ขอพูดถึงพุทธจิตธรรมญาณสักหน่อย จริงๆ แล้วแต่เดิมนานมาแล้วไม่รู้ว่ากี่หมื่นกี่แสนปี ก่อนที่เราจะได้มาจุติเป็นมนุษย์ เรามีดวงจิตเดิมแท้ ซึ่งมาจากที่เดียวกันเป็นดินแดนที่สุขสงบ เป็นดวงจิตที่บริสุทธิ์ใสสะอาดดุจเพชรที่เจียระไนและขัดถูอย่างประณีต แต่เมื่อมาจุติเป็นมนุษย์แล้ว นานวันนานปีเข้าก็ถูกกระแสแห่งกิเลส มี ความรัก โลภ โกรธ หลง เป็นพลังร้าย สิ่งเหล่านี้ทำให้ดวงจิตมัวหมองลง และยิ่งถ้าไม่มีโอกาสพบเจอพุทธศาสนา ขาดการขัดเกลา เมื่อมันเกาะกับดวงจิตแน่นเข้าๆ ดวงจิตเหล่านั้นก็มัวหมองลงไปเรื่อยๆ แสงสว่างแห่งปัญญาก็หมดลงตามไปด้วย เมื่อหมดปัญญาก็ไม่รู้จักการสร้างบุญ เมื่อไม่รู้วิธีก็ไม่สามารถที่จะกลับขึ้นไปจุติยังภพภูมิของตัวเองที่เคยอยู่มาแต่เดิม และด้วยแรงกรรมที่ได้ทำไว้ ก็ได้ไปจุติเป็นสิ่งต่างๆ ตามที่กรรมกำหนด ถ้าทำกรรมไว้มากๆ ก็ไม่รู้จักกี่ชาติจึงจะได้กลับมาเป็นมนุษย์อีก และก็ไม่รู้ว่าจะได้มีโอกาสได้พบกับกระแสธรรมของพุทธองค์หรือไม่ เมื่อหมดบุญก็จะต้องกลับไปเวียนวนอยู่อย่างนั้นต่อไป แต่ถ้ามีโอกาสพบกับกระแสธรรมของพุทธองค์ และน้อมนำสิ่งที่พุทธองค์พร่ำสอนมาใส่ตน จะทำให้มีการฉุกคิด จนเป็น
ผู้ตื่น จากอาสวะกิเลสทั้งหลาย ก็จะทำให้เราได้เป็นผู้รู้ รู้แล้วไม่ใช่รู้เฉยๆ ต้องเป็นผู้ตื่นด้วย คือเป็นผู้ที่ลงมือปฏิบัติ เราจึงจะเป็นผู้ที่เบิกบานคือ เบิกบานชื่นมื่นจากผลของการปฏิบัติ เมื่อได้มีโอกาสเดินตามรอยขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ก็เท่ากับเราได้เดินตามรอยเท้าพ่อ พ่อคิดอย่างไร เราคิดอย่างนั้น พ่อทำอย่างไร เราทำอย่างนั้น พ่อได้ผลอย่างไร เราก็จักได้ผลอย่างนั้นเช่นกัน เมื่อนั้นเราก็จะมีโอกาสกลับขึ้นไปดินแดนเดิมที่เราเคยลงมา และถ้าปัจจุบันโยมทำได้อย่างที่อาตมาพูดดังนี้ ตัวโยมเองก็ไม่ต่างอะไรกับ “พุทธะตัวจริง” จริงมั้ยโยม
มีเหตุผลเข้าข้างตัวเองมากมายซะเหลือเกินที่เราจะหยุดการเบียดเบียนสัตว์มากินเป็นอาหารไม่ได้ เช่น “มันบ่แซ่บ ถ้าไม่ได้ใส่มันลงไป” นอกเรื่องนิดนึง มีอยู่คราวนึง โยมป้าของอาตมาไม่ได้ทำอาหารเอง ก็ไปสั่งที่ร้านอาหารตามสั่ง ก่อนหน้านี้อาตมาได้เขียนรายอาหารว่า อันนี้ฉันได้ อันนี้ฉันไม่ได้ เขียนเป็นรายการไว้ ออเดอร์อาหารไว้ล่วงหน้า (อาบัติมั้ยเนี่ย) วันแรก เป็นราดหน้า ก็ใส่หมูสับมา อาตมาก็เขี่ยออก มันเขี่ยยากนะ หลุดเข้าปากอาตมาก็คายออก (ปากอาตมามีคุณสมบัติพิเศษในการคัดแยก ผัก เส้น เนื้อสัตว์ออกจากกันโดยอัตโนมัติ) วันที่สอง ผัดซีอิ้วใส่หมูสับอีกแล้ว คราวนี้มันยากหน่อย ตรงที่ ไข่กับหมู เวลามันโดนซีอิ้ว มันจะคล้ายกัน อาตมาก็ต้องใช้ช้อนสับๆดู ไข่ก็นิ่มหน่อย หมูก็เหนียวหน่อย ก็เขี่ยมันออกซะ ถ้าหลุดเข้าปากก็คายมันออก เป็นอย่างนี้อยู่ 4-5 ครั้ง จนอาตมาเริ่มสงสัยว่าโยมป้าจะเข้าใจที่บอกมั้ยเนี่ย เลยเรียกถามดู โยมป้าก็บอกว่า “สั่งตามที่อาตมาออเดอร์ ไม่ให้เค้าใส่เนื้อสัตว์เลย” โยมป้าก็กลับไปถามกับร้านอาหารตามสั่งว่ายังไงกัน กลับกลายเป็นว่าเค้ากลัวว่าอาตมาจะฉันไม่อร่อย เลยใส่เนื้อสัตว์ให้ตามปกติ อืมม ขอบใจนะโยม ...จบ
ว่ากันต่อ เหตุผลสุดฮิตเลยที่ทำให้คนเราไม่หยุดกินเนื้อสัตว์ เพราะว่า คนเราถือว่าสัตว์เป็นอาหาร แทบทุกคนยอมรับในสภาพที่เป็นจริงของโลกนี้ว่า ต้องมีการกิน อยู่ หลับนอน สืบพันธุ์ สัตว์ก็คือ อาหารที่มีอยู่ตามธรรมชาติ เป็นอาหารที่ธรรมชาติมอบเอาไว้ให้เค้ากินนี่หว่า เค้าก็กินมันน่ะซิ ถ้าไม่ได้กินเนื้อสัตว์จะไม่มีแรงทำงาน หิวง่าย ต้องกินข้าวบ่อยๆ กลัวจะเป็นลม สารพัด แต่ประเด็นหลักๆ เลยก็คือ “กลัว” กลัวการเปลี่ยนแปลง กลัวที่จะเป็นคนดี กลัวที่จะทำความดี กลัวที่จะยืนอยู่บนความถูกต้องของความเป็นมนุษย์ กลัวที่จะถูกสภาวธรรมจริงแท้เข้าปกครอง กลัวการสำนึกในสิ่งที่ทำผิด ที่ผ่านมา อาตมาไม่อยากจะว่านะ แม้แต่สัตว์ต่างๆ ยังรู้จักที่จะทำตามสภาวธรรมของตัวเองเลย ทำตามกรอบตามขอบเขตของมัน มันรู้ว่ามันควรจะกินอะไร หรือไม่ควรกินอะไร ไม่ต้องให้มีใครคอยบอกคอยสอน โยมสังเกตบ้างหรือไม่ เอ้า!! จะยกตัวอย่าง ลูกเหยี่ยว ของใกล้ตัวเลย โยมเค้ายิงพ่อมัน แล้วพระขอมาเลี้ยง 1 ตัว พระก็ต้องหาอาหารให้มัน มันกินแต่เนื้อสัตว์เท่านั้น สดๆ ยิ่งชอบ คาวๆ ยิ่งชอบ แต่ถ้าเนื้อสัตว์มีกลิ่นเครื่องปรุง มันจะคายอาหารทิ้งเลย ถ้าเป็นผักไม่กิน เป็นข้าวไม่กิน มันรู้จักเลือกนะตัวแค่เนี้ย แบบนี้แหละที่เรียกว่าสัญชาติญาณ ใครเคยเห็นเหยี่ยวกินข้าวสาร กินผักบ้างมั้ย?? ..ไม่มี (ถามเองตอบเอง) วัวควายก็เหมือนกัน กินแต่หญ้า ใครเคยเห็นมันไล่จับ ไก่ จับกิ้งก่า กินเป็นอาหารบ้างมั้ย?? ..ไม่มี เอ้าลิงมั่ง ลิงกินอะไร กินหมู กินปลา มั้ย?? ..ไม่กิน ลิงกินกล้วย และผลไม้ ช้างมั่ง ช้างกินอะไร?? ..ช้างก็กินแต่ยอดไม้ ผลไม้ แตงกวา อ้อย สับปะรด แตงโมฯลฯ เท่าที่เคยเห็นนะ ไม่เห็นมันจะไล่กินวัว กินเสือ กินหมูเลย สัตว์เดรัจฉานแท้ๆ มันยังรู้ว่ามันควรที่จะกินอะไรเลย แต่มนุษย์ที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้ฉลาด รู้มาก หัวสูง ผู้มีปัญญาเยอะ ผู้มีความรู้ ผู้เป็นสัตว์ประเสริฐ สูงส่งกว่าสัตว์ทั้งปวง แต่ไม่รู้ว่าตัวเองจะต้องกินอะไรมันน่าอายแทนสัตว์เดรัจฉานนะโยม อาตมาจะผสานหลักธรรมของพุทธองค์ กับ วิทยาศาสตร์ให้โยมดู ตั้งใจอ่านให้ดีนะ เข้าใจบ่ เออ เออ
เทวดาประจำตัว
ภพภูมิของเทพ-เทวดามีทั้งหมด ๖ ชั้นนับจากโลกมนุษย์ขึ้นไป จะอยู่ในสภาวะหรือมีสภาพร่างกายและทุกอย่างเป็นทิพย์ทั้งหมด(อากาศธาตุ) จะไม่มีรูปร่างที่จับต้องได้ด้วยกายหรือมองเห็นได้ด้วยตาเนื้อของมนุษย์ได้ เราจะรู้เห็นและสัมผัสได้โดยทางจิตเท่านั้นและจะต้องเป็นจิตที่ได้รับการฝึกฝนมาแล้วเป็นอย่างดีถึงขั้นที่เรียกว่าได้ " อภิญญาจิต " ภพภูมิของเทพเทวดานั้นมีแต่เสวยและรับแต่ความสุข ความเกษมสำราญแต่เพียงอย่างเดียวไม่มีความทุกข์ยากลำบากอะไร เพราะอยากจะได้หรืออยากจะมีอะไรแค่ทำการนึกคิดเอาก็ได้สมประสงค์สมปรารถนาทุกอย่าง เทพเทวดาก็มีอารมณ์มีความรู้สึกรัก โลภ โกรธ หลง มีครอบครัว มีพ่อแม่ มีลูกมีหลานเหมือนกับมนุษย์ทุกอย่าง เทพเทวดาก็มีทุกข์เหมือนกัน มีตอนที่รู้ว่าบุญใกล้จะหมดแล้วจะต้องลงมาเกิดยังโลกมนุษย์และทุกข์มากๆ ถ้ามาเกิดยังโลกมนุษย์แล้วไม่ได้เกิดเป็นมนุษย์ เพราะการที่ได้มาเกิดเป็นมนุษย์นั้นสมารถทำตัวเอง ศึกษาหลักธรรมแล้วปฏิบัติฝึกจิตของตนเองให้หลุดพ้นเข้าสู่พระนิพพานได้ เทพเทวดาเหล่านี้มาจากไหน? ก็เป็นดวงจิตดวงวิญญาณที่มาจากมนุษย์ที่ตายแล้วและเป็นมนุษย์ที่มีทาน ... รายละเอียด
- วันเข้าพรรษา วันสำคัญทางพระพุทธศาสนา
- 9 สิ่งมงคลสำหรับชีวิต
- พุทธทำนาย ถอดความจากศิลาจารึก
- วันอาสาฬหบูชา วันสำคัญทางพุทธศาสนา
- รวมเคล็ดลับการแก้กรรมแบบต่างๆ
- มนุษย์เกิดมาทำไม? เล่ม1
- ตายแล้วฟื้นแค่ 4 ชั่วโมง เพราะพญายมให้เวลามารับวิถีอนุตตรธรรมธรรมแค่ 4 ชั่วโมงเท่านั้น
- วันออกพรรษา วันสำคัญทางพระพุทธศาสนา
- มนุษย์เกิดมาทำไม? เล่ม1 99
- ตายแล้วฟื้นแค่ 4 ชั่วโมง เพราะพญายมให้เวลามารับวิถีอนุตตรธรรมธรรมแค่ 4 ชั่วโมงเท่านั้น 78
- เทวดาประจำตัว 58
- เคล็ดการใช้อำนาจบุญแก้กรรมเก่า-ปัญหาชีวิต 48
- บาปกรรมจากการลวกหอยแครง 36
- ภัยพิบัติเกิดจากเวรกรรมของ มนุษยชาติ 31
- บุญเราไม่เคยสร้าง ใครที่ไหนจะมาช่วยเจ้า 31
- 9 สิ่งมงคลสำหรับชีวิต 30
- ชาติก่อนและชาติปัจจุบันของสุกรตัวหนึ่ง 30
- พุทธทำนาย ถอดความจากศิลาจารึก 27



แสดงความคิดเห็น