หน้าหลัก | บทความธรรมะ | สุขภาพกับอาหารเจ | มาทาน AIkaline food มาก ๆ กันเถอะ

มาทาน AIkaline food มาก ๆ กันเถอะ

โดย
ขนาดอักษร: Decrease font Enlarge font
มาทาน AIkaline food มาก ๆ กันเถอะ

         อาหารคือ ยารักษาโรคที่ดีที่สุดของคนเรา และยารักษาโรคที่ดีที่สุดของคนเราก็คือ อาหาร
         เป็นคำกล่าวของฮิปโปเครติส (Hippocrates) บุรุษผู้ยิ่งใหญ่ที่มีคนจำนวนมากให้สมญานามว่าเป็นบิดาแห่งการแพทย์ มีแนวคิดทางการแพทย์ที่คนในยุคปัจจุบันมักเรียกว่า “ธรรมชาติบำบัด” แนวคิดนี้มีความเชื่อว่าโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ ของคนเราไม่ได้เกิดจากเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรีย ซึ่งเป็นสิ่งที่มีชีวิตที่เล็กมากจนไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าและบุกเข้าโจมตีร่างกายของคนเราจนต้องเจ็บป่วยไป ความจริงแล้วไวรัสและแบคทีเรียเหล่านี้มีอยู่รอบ ๆ ตัวเราและภายในร่างกายของเราอยู่ตลอดเวลา ถ้าเซื้อไวรัสหรือแบคทีเรียมีอยู่มากมายรอบตัวเราจริง ทำไมในสิ่งแวดล้อมเดียวกันคนบางคนจึงเจ็บป่วยแต่คนอีกมากมายกลับมีสภาพร่างกายแข็งแรง เชื้อโรคร้ายเลือกโจมตีคนบางพวกเรานั้นหรือ ?
         คำตอบทางการแพทย์แนวธรรมชาติบำบัดง่ายมาก โรคร้ายต่าง ๆ มักเริ่มต้นจากร่างกายและจิตใจของคนเราแต่ละคนนั่นเอง จากทางด้านจิตใจ เช่น มีความคิดด้านลบกับตัวเอง มีความเครียดสูง จากทางด้านร่างกาย เช่น ออกกำลังกายน้อยเกินไป มีเพศสัมพันธ์มากเกินไป นอนดึก ตื่นสาย ฯลฯ และสาเหตุที่สำคัญอีกประการหนึ่ง ที่ทำให้คนเรามีร่างกายอ่อนแอ มีภูมิคุ้มกันในร่างกายต่ำลงจนกระทั่งไม่สามารถต่อต้านหรือขจัดเชื้อโรคต่าง ๆ ที่อยู่รอบ ๆ ตัวเราได้ก็คือ การบริโภคอาหารที่ไม่เหมาะสมกับความต้องการของร่างกาย ที่เราจะได้กล่าวถึงในรายละเอียดต่อไป
         ถ้าเราใช้ชีวิตที่กลมกลืนไปกับกฎธรรมชาติ เราก็จะไม่เกิดอาการเจ็บป่วยทั้งร่างกายและจิตใจ แต่เมื่อไรก็ตามที่เราไม่ปฏิบัติตามกฎของธรรมชาติ เราก็จะเกิดอาการเจ็บปวย หรือเป็นโรคภัยไข้เจ็บขึ้นได้ การเจ็บป่วยของมนุษย์เราจึงเป็นสัญญาณเตือนภัยจากธรรมชาติ ที่เรียกร้องให้เราปฏิบัติตัวให้สอดคล้องกับกฎของธรรมชาติถ้าเรายังดื้อดึงไม่ฟังสัญญาณเตือนภัยจากธรรมชาติ อาการเจ็บป่วยนั้นก็จะรุนแรงขึ้น รุนแรงขึ้น จนอาจถึงแก่ชีวิตได้
         การรับประทานอาหารที่ถูกต้องจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความแข็งแรง สมบูรณ์ หรือการเป็นโรคภัยไข้เจ็บของคนเรา ถ้าคนเราไม่ระมัดระวังเรื่องการรับประทานอาหารให้ดี ปล่อยให้ร่างกายได้รับสารพิษ หรืออาหารที่ไม่เหมาะสมกับร่างกายของมนุษย์นาน ๆ ร่างกายของคนเราก็จะอ่อนแอลง อ่อนแอลง จนไม่สามารถสร้างภูมิคุ้มกันโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ ได้ ดังนั้นสาเหตุสำคัญของการเกิดโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ จึงไม่ได้อยู่ที่ไวรัสและแบคทีเรียที่อยู่ภายนอก แต่ขึ้นอยู่กับความแข็งแรงของร่างกายและจิตใจ (แพทย์เป็นจำนวนมากยอมรับแล้วว่าอาหารมีผลอย่างยิ่งต่อจิตใจของคนเรา) อันมักมีเหตุมาจากการบริโภคอาหารที่ไม่สอดคล้องกับกฎของธรรมชาติ
         อาหารที่มีสภาพเป็นด่าง (AIkallne) และกรด (Acid)
         โดยทั่ว ๆไป ร่างกายของคนเราจะมีสภาพคอนข้างไปทางด่างเล็กน้อยด้วยค่า PH ประมาณ 7.4 ในสภาพนี้กระบวนการทำงานในร่างกายของคนเราจะเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพที่สุด เช่น การย่อยการดูดซึม และที่สำคัญที่สุด คือ การขจัดของเสียออกจากร่างกายจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วมาก อย่างไรก็ตามถ้าคนเราบริโภคอาหารที่มีสภาพความเป็นกรดเข้าไปมากๆ สภาพร่างกายและเลือดของคนเราก็จะมีสภาพของความเป็นกรดมากกว่าความเป็นด่าง ผลที่ตามมาก็คืออวัยวะที่มีหน้าที่ฟอกเลือดให้สะอาด เช่น ม้าม ตับ หัวใจ และไตก็จะทำงานหนักเป็นอย่างมากจนเกินกำลังของตัวเอง และในที่สุดอวัยวะเหล่านี้ก็จะอ่อนแอลง ทำให้สารพิษที่คั่งค้างไม่สามารถถูกกำจัดออกไปได้หมด และถูกเก็บสะสมไว้ในส่วนต่างๆของร่างกาย เช่น เก็บสะสมไว้ในข้อต่อ เป็นเหตุของโรคปวดตามข้อ และ โรคเก๊า หรือการที่สารพิษเหล่านี้หาทางระบายออกทางผิวหนัง เป็นสาเหตุของ สิว กลาก เกลื้อนแผลฝีและกลิ่นตัวแรง สภาพความเป็นกรดสูงของร่างกายสามารถเป็นสาเหตุของโรคต่าง ๆ ได้มากมาย เช่น โรคมะเร็ง โรคริดสีดวง โรคอัมพาต โรคไต โรคตับ โรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูงโรคหืด และโรคภูมิแพ้อื่น ๆ
         การปรับสภาวะความเป็นกรดของร่างกายให้กลายเป็นด่าง จึงถือว่าเป็นการรักษาสุขภาพอนามัยและบำบัดโรคต่าง ๆ ของคนเราโดยวิธีธรรมชาติ การทานอาหารที่มีสภาพเป็นกรดให้น้อยลง และเพิ่มปริมาณอาหารที่เป็นด่างให้มากขึ้น จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ตองการมีร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์ ดังที่ พีอาร์ ซาร์การ์ (P. R.sarkar) โยคีผู้ยิ่งใหญ่ในศตวรรษก็ได้กล่าวไว้ว่า “ในแต่ละมึ้อจงทานพืช ผัก ผลไม้ (อาหารที่มีสภาวะเป็นด่าง) ในปริมาณที่มากกว่า อาหารที่มีสภาพเป็นกรด และอาหารจำพวกแป้ง ยิ่งทานอาหารที่มีสภาวะเป็นกรดน้อยลงเท่าไร สุขภาพอนามัยของคนเราก็จะยิงดีขึ้นเท่านั้น”
         อาหารที่มีสภาพเป็นกรด (Acid food)
         อาหารที่ทำให้ร่างกายมีสภาพเป็นกรดสูงขึ้น (ควรหลีกเลี่ยงอย่างยิ่งในขณะที่ระบบย่อยอาหารทำงานไม่ดี หรือเจ็บป่วย)ได้แก่
         - เนื้อสัตว์ทุกชนิด ปลา และไข่
         - น้ำชา กาแฟ และเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์
         - ผงชูรส ของหมักของดอง น้ำส้มสายชู
         - แป้งและเมล็ดข้าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกที่ขัดสีจนขาวแล้ว เช่น ข้าว(ขาว) ขนมปัง(ขาว) ก๋วยเตี๋ยว แครกเกอร์ ฯลฯ
         - น้ำมัน ไขมันทุกชนิด และอาหารทอดน้ำมัน
         - อาหารที่มีส่วนผสมของน้ำตาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งน้ำตาลทรายขาว และผลิตภัณฑ์ที่ทำจากน้ำตาลทรายขาว เช่น แยม วุ้น น้ำเชื่อม ลูกกวาด ขนมหวาน ไอศกรีม ผลไม้กระป๋อง น้ำอัดลม (มีความเป็นกรดสูงมาก และทำให้ฟันผุเร็ว)
         อาหารที่มีสภาพเป็นด่าง (AIkaline foods)
         อาหารที่มีสภาพเป็นด่างสูงที่เราควรเพิ่มปริมาณการรับประทานให้มากในแต่ละมื้อ ได้แก่
         - ผักแทบทุกชนิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งผักใบเขียวและซุปที่ทำจากผักใบเขียวเหล่านี้ ยอดอ่อนของพืชผักต่าง ๆ เช่น ถั่วงอก จะอุดมไปด้วยวิตามินและเกลือแร่ต่าง ๆ ทั้งยังจะซึมซับสิ่งสกปรกที่ร่างกายไม่ต้องการออกไปได้อย่างดี ในหมู่พืชตระกูลถั่ว ถั่วเหลืองมีความเป็นด่างมากที่สุด แพทย์โบราณจึงมักนิยมใช้ถั่วเหลืองทำเป็นอาหารนานาชนิด ที่จะช่วยปรับสภาพผู้ป่วยที่ร่างกายมีสภาพความเป็นกรดมากเกินไป
         - น้ำผึ้งและน้ำตาลอ้อย
         - นมเนยโดยเฉพาะอย่างยิ่งนมที่ทำจากเนย (buttermilk)
         - ลูกนัทแทบทุกชนิด เช่น อัลมอนด์นัท บราซิลนัท เชสนัท
         - ผลไม้และน้ำผลไม้สด อาหารชนิดนี้ นอกจากจะมีสภาพความเป็นด่างสูง แล้วยังจัดอยู่ในกลุ่มอาหารที่ย่อยง่ายที่สุด จนแทบจะเรียกได้ว่า สามารถย่อยตัวของมันเองได้เมื่อกระทบกับน้ำย่อยในกระเพาะอาหาร ดังนั้นอวัยวะย่อยอาหารในร่างกายแทบจะไม่ต้องทำงานเลยในการย่อยอาหารพวกนี้ ผู้เชี่ยวชาญทางธรรมชาติบำบัดมักเรียกผลไมัว่า “ผลไม้เป็นยาตามธรรมชาติที่จะช่วยปรับสภาพความเป็นด่างของร่างกายและขจัดของเสียจากร่างกายที่วิเศษที่สุด”
         - มะละกอ มีเอ็นไซม์ช่วยย่อยอาหารที่เรียกว่า papain อยู่มากมะละกอจึงมีประโยชน์อย่างยิ่งต่ออวัยวะย่อยอาหารและขับถ่ายของคนเรา
         - แอปเปิ้ล อุดมไปด้วยโปตัสเซียม ซึ่งช่วยสลายสารพิษในปาก ดังนั้นแอปเปิ้ลจึงช่วยทำความสะอาดเหงือกของคนเราได้เป็นอย่างดี
         - สับปะรด มีสารโบรเมลิน ซึ่งช่วยทำความสะอาดตับอ่อนได้เป็นอย่างดี
         - มะเขือเทศ มีความเป็นด่างสูงมาก จึงช่วยลดความเป็นกรดสูงในร่างกายของคนเราได้อย่างดี
         - กล้วย มีโปตัสเซียมที่เป็นประโยชน์ต่อระบบประสาทอยู่มากจึงเป็นยาบำรุงประสาทที่ดีในกรณีที่ประสาทตึงเครียดเนื่องจากขาดโปตัสเซียม และหากทานกับนมจะเป็นอาหารที่มีคุณค่ายิ่ง
         - มะพร้าว เป็นอาหารที่มีความเป็นด่างสูง น้ำมะพร้าวหรือกะทิเป็นยาวิเศษสำหรับบำบัดโรคที่เกิดจากความเป็นกรดสูงของร่างกาย
         - มะนาว มีความเป็นด่างสูงมาก ด้วยเหตุนี้นักปราชญ์โบราณจึงได้กล่าวว่า น้ำมะนาวเป็นยาวิเศษในการบำบัดโรคต่าง ๆ แทบทุกชนิด เราสามารถที่จะดื่มน้ำมะนาวได้ทั้งวัน ครั้งละไม่มากนัก และจะยอดเยี่ยมที่สุดถ้าผสมเกลือและน้ำผึ้งลงไป (แม้ว่ามะนาวจะมีความเป็นกรดในตัวเอง แต่จะกลายเป็นด่างในระหว่างการย่อย)
         - ส้ม เป็นอาหารที่ช่วยในการทำความสะอาดได้ดีและมีวิตามินซี สูง
         - ผลไม้เล็ก ๆ เช่น สตรอเบอรี่ ราสเบอรี่ ลูกเกด มีค่าเป็นด่างหากทานเวลาสุก ส่วนเวลาดิบจะมีสภาพเป็นกรด
         เราเห็นด้วยกับฮิปโปเครติสแล้วใช่ไหมว่า “อาหารคือยารักษาโรคที่ดีที่สุดของคนเราและยารักษาโรคที่ดีที่สุดของคนเราก็คือ อาหาร”
         วันนี้เราทานอาหารที่มีสภาพความเป็นด่างมากขึ้นแล้วหรือยัง ? ยอดอาหารอายุวัฒนะของซาวจีนโบราณ
         มีใครเชื่อบ้างว่า ถั่วเหลือง ที่คนทั่วไปมักจะมองว่าเป็นอาหารราคาถูก ๆ จะถูกยกย่องให้เป็นอาหารอายุวัฒนะและอาหารสมุนไพรที่สำคัญมากชนิดหนึ่ง
         ในสูตรลับของชาวจีนโบราณ แพทย์จีนโบราณที่ล่วงรู้ความลับของอาหารที่จะทำให้มนุษย์สมัยก่อนมีชีวิตยืนยาว มีความแข็งแรงอดทนและแก่ช้ากว่าปกติ ยกย่องความมหัศจรรย์ของถั่วเหลืองด้วยชื่อต่างๆ กัน เช่น the magic plant (พืชวิเศษ) yellow diamonds (อัญมณีสีเหลือง) the miracle bean (ถั่วมหัศจรรย์) gold from the eadh (ขุมทองของแผ่นดิน) meat that grows on vines (เนื้อสัตว์จากธัญพืช)ถั่วเหลืองอุดมไปด้วยโปรตีน เกลือแร่ ไวตามิน และสารอาหารนานาชนิดที่ร่างกายมนุษย์ต้องการ ดังที่ บรรยง บุญฤทธิไดัรวบรวมความมหัศจรรย์ของถั่วเหลืองไว้ในหนังสือ “อมตะศาสตร์ลับโลกมหัศจรรย์” ไว้อย่างน่าสนใจ ดังนี้
         ...หมอหลวงจีนโบราณในยุคของจักรพรรดิเหลือง (พระเจ้าหวังตี่) มีความสนใจที่จะค้นคว้าหาแนวทางที่จะทำให้คนมีชีวิตที่ยืนยาวและแข็งแรงด้วยการสร้างสมดุลทางโภชนาการ การออกกำลังกายและการทำสมาธิ จากการค้นพบนี้เองทำให้ชาวจีนตั้งแต่ยุคนั้นเป็นต้นมามีอายุยืนยาวเพิ่มมากขึ้นตามลำดับ จักรพรรดิหวังตี่เองมีพระชนอายุถึงร้อยสิบเอ็ดปี บรรดาขุนนาง นักปราชญ์ เป็นจำนวนมากที่ทราบความลับนี้ ต่างมีอายุยืนกว่าหนึ่งร้อยปีขึ้นไปเป็นจำนวนมาก เคล็ดลับดังกล่าวได้เผยแพร่ไปสู่ชาวจีนทั่วไปอย่างกว้างขวาง นับตั้งแต่นั้นมาถั่วเหลืองได้ถูกบันทึกไว้ในตำราอาหารและชีวิตที่ยืนยาวว่า เป็นอาหารชนิดหนึ่งที่มีประโยชน์อย่างมหาศาล ราคาถูก และหาง่าย
         ... นักค้นคว้ายาสมุนไพรที่มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดคนหนึ่งของจีน ชื่อ ฉี่ เฉินลี่ (1518-1593) ได้พิมพ์หนังสือขึ้นมาหนึ่งเล่ม ในปี1578 ชื่อ “พืช สมุนไพรจีน” ได้กล่าวไว้ว่า ถั่วเหลืองนอกจากจะเป็นอาหารที่มีคุณค่าล้ำเลิศแล้ว ยังเป็นยาสมุนไพรรักษาโรคได้นานาชนิด ชาวจีนโบราณไม่เพียงแต่รู้จักใช้ถั่วเหลืองไว้สำหรับเป็นอาหารเท่านั้น ยังรู้จักใช้เป็นอาหารสมุนไพรรักษาโรคนานาชนิด เช่น โรคตับโรคหืด โรคผิวหนัง โรคเหน็บชา โรคท้องร่วง โรคโลหิตเป็นพิษโรคท้องผูก โรคโลหิตจาง โรคไต โรคแผลเรื้อรัง ฯลฯ
         ... ชาวจีนโบราณได้ไช้ถั่วเหลืองเป็นอาหารพิเศษเพื่อเพิ่มปริมาณน้ำนมของมารดา เพื่อใช้ในการเลี้ยงบุตรมาหลายพันปีแล้วนักโภชนาการในศตวรรษที่ 20 นี่เอง ที่เพิ่งค้นพบว่า การสร้างน้ำนมของมารดานั้น มารดาต้องการแคลเซียมเพื่อชดเชยการสูญเสียน้ำนมและนักโภชนาการในปัจจุบันเพิ่งพบว่า ถั่วเหลืองอุดมไปด้วยแคลเซียมไวตามิน และธาตุอาหารที่สำคัญมากมาย ดังต่อไปนี้
         คุณค่าทางอาหารของถั่วเหลือง ปริมาณ 100 กรัม มีดังต่อไปนี้
         โปรตีน 36.3 กรัม
         ไขมัน 1 8.4 กรัม
         คาร์โบไฮเดรต 25.3 กรัม
         แคลอรี่ (412) กรัมแคลอรี่
         กากเส้นใย 5.0 กรัม
         แคลเซียม 564 มิลลิกรัม
         ฟอสฟอรัส 571 มิลลิกรัม
         ธาตุเหล็ก 1 1 มิลลิกรัม
         คาโรทีน 0.04 มิลลิกรัม
         ไวตามิน บี 1 0.79 มิลลิกรัม
         ไวตามิน บี 2 0.25 มิลลิกรัม
         กรดไนโดทินิค 2.50 มิลลิกรัม
         น้ำ 10.20 กรัม
         ..ในประเทศญี่ปุ่น ดร.วาย โตโยระ ได้ชี้ให้เห็นว่า นักกีฬาหรือนักกรีฑาของชาวญี่ปุ่นส่วนใหญ่ที่ชนะเลิศได้รับเหรียญทองในกีฬาโอลิมปิกนั้น มักบริโภคโปรตีนจากถั่วเหลืองเพื่อเสริมสร้างความอบอุ่นและพลังงานแก่รางกายอย่างต่อเนื่อง เขาได้ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า คนงานชาวจีนมักจะมีความแข็งแรง และอดทนสูงเนื่องจากบริโภคถั่วเหลือง หรือผลิตภัณฑ์ถั่วเหลืองชนิดต่าง ๆ เสมอ
ในหนังสือชื่อ “นิสัยการกินเพื่ออายุวัฒนะ” ซึ่งผู้เขียนคือศาสตราจารย์ คอนโดโชจิ แห่งมหาวิทยาลัยโตโฮกุ ในญี่ปุ่น ได้ชี้ให้เห็นว่า จากผลการวิจัยทดลอง โดยการแบ่งเขตทางภูมิศาสตร์ที่มีผู้นิยมบริโภคถั่วเหลืองพบว่า มีอายุยืนกว่าเขตชุมชนที่ไม่นิยมบริโภคถั่วเหลือง
         ...ตามตำรับยาจีนถือว่า นมถั่วเหลืองมีคุณสมบัติพื้นฐานสามประการ คือ
         -เสริมพลังงานของร่างกาย ทำให้ร่างกายแข็งแรงขึ้น
         -ช่วยส่งเสริมการย่อยอาหาร มีผลต่อการระบายหรือการขับถ่าย
         -ทำให้อุณหภูมิของร่างกายลดลง ซึ่งจะเป็นผลต่อการรักษาโรคผิวหนังและโรคอื่น ๆ หลายชนิด
         นมถั่วเหลืองยังเป็นอาหารเสริมที่เหมาะกับคนไข้ที่ประสบกับโรคเมืองร้อนหลายชนิด รวมทั้งเจ็บไขได้ป่วยเป็นหวัดธรมดา แผลอักเสบ ตลอดจนผู้ที่ประสบปัญหาเกี่ยวกับการขับสัสสาวะ
         ...พลังอาหารจากถั่วงอก หากแช่ถั่วเหลืองในน้ำ และควบคุมอุณหภูมิให้พอเหมาะ ถั่วเหลืองจะดูดซึมน้ำและเริ่มงอกทีละน้อย ๆภายในเวลาสี่ถึงห้าวัน จะกลายเป็นถั่วงอกที่พร้อมจะเป็นอาหารจำพวกผัก ถั่วงอกทุก ๆ 10 กรัม จะมีไวตามินซีอยู่ 5 มิลลิกรัม นอกจากนั้นถั่วงอกยังเต็มไปด้วยสารพวกเส้นใย (Fiber) ที่มีผลต่อระบบการย่อยอาหาร และการขับถ่ายของผู้บริโภค ตามตำราจีนโบราณ ถั่วงอกยังมีประโยชน์ในการชำระล้างพิษในร่างกาย ช่วยระงับการผลิตเสมหะโดยใช้เป็นน้ำซุปบรรเทาอาการไอได้อย่างรวดเร็ว ถั่วงอกยังมีคุณสมบัติช่วยบรรเทาโรคต่าง ๆ ไดัอีก เช่น ริมฝีปากแห้ง อาการปากแตกเป็นแผล อาการเจ็บคอ หรือคอบวมเนื่องจากไวรัสในปาก รวมทั้งบรรเทาอาการท่อขับปัสสาวะอักเสบอีกด้วย
เราลองมาพิจารณาถั่วเหลืองอาหารอายุวัฒนะของชาวจีนโบราณตามทัศนะของนักโภชนาการในปัจจุบันกันดูดีกว่า นักโภชนาการทางประเทศตะวันตก เริ่มเห็นความสำคัญของถั่วเหลืองและผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลืองว่า เป็นอาหารที่ทรงค่ายิ่ง ดังในตำราแพทย์จีนโบราณที่ได้ค้นพบมาหลายพันปี นักโภชนาการชาวตะวันตกยอมรับความมหัศจรรย์ของถั่วเหลืองเมื่อค้นพบว่า ในถั่วเหลืองมีสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย ที่ไม่สามารถหาได้จากพืชชนิดอื่น ๆ คือโปรตีนที่สมบูรณ์แบบ (complete protein) และ เลซีทีน (Lecithin)
         โปรตีนที่สมบูรณ์แบบในถั่วเหลือง
         ร่างกายของคนเราต้องการสารอาหารเพื่อมาบำรุงเลี้ยงหลายชนิดด้วยกัน หนึ่งในจำนวนสารอาหารที่สำคัญและจำเป็นที่สุดสำหรับร่างกายก็คือ โปรตีน เนื้อเยื่อต่างๆ ของคนเราส่วนใหญ่แล้วถูกสร้างขึ้นมาจากโปรตีน ดังนั้นโปรตีนซึ่งเป็นสารอาหารที่สำคัญยิ่งในการสร้างความเจริญเติบโต และซ่อมแซมส่วนที่สึกหรือของร่างกาย นอกจากนี้โปรตีนยังเป็นส่วนประกอบที่สำคัญในการสร้างฮอร์โมนและเอ็นไซม์ของร่างกาย ชึ่งมีหน้าที่จัดระบบการทำงานต่าง ๆ ของร่างกาย เช่นดูดซึม เผาผลาญ ขจัดของเสียออกจากร่างกาย ฯลฯ นอกจากนี้โปรตีนยังเป็นส่วนประกอบสำคัญในการสร้างระบบภูมิคุ้มกันในเลือด ที่จะขจัดสิ่งแปลกปลอมและเชื้อโรคที่เข้ามาในร่างกายอีกด้วย
         นักโภชนาการทราบมานานแล้วว่า โปรตีนเกิดจากโมเลกุลขนาดเล็กจำนวนมากที่เรียกว่า กรดอะมิโน (amino acid) เมื่อโปรตีนถูกนำเข้าสู่ร่างกาย โปรตีนจะถูกแยกออกเป็นกรดอะมิโนแบบอิสระที่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ร่างกายโดยตรง หรืออาจจะรวมตัวกันเป็นโปรตีนชนิดต่าง ๆ ที่ร่างกายจำเป็นต้องใช้ กรดอะมิโนมีอยู่ประมาณ22 ชนิด แต่มีอยู่เพียง 8 ชนิด ที่เรียกว่า “กรดอะมิโน” ที่จำเป็นต่อร่างกาย (Essential amino acids) หากกรดอะมิโนตัวใดตัวหนึ่งใน 8 ตัวนี้เกิดขาดหายไป กรดอะมิโนตัวอื่น ๆ ก็จะไม่สามารถทำงานได้ ดังนั้นกรดอะมิโน ทั้ง 8 ชนิดนี้จะต้องได้รับเข้าสู่ร่างกายจากอาหารที่ทานเข้าไปพร้อม ๆ กัน อย่างครบถ้วนในสัดส่วนที่พอเหมาะ เป็นความเชื่อมาช้านานแล้วว่า โปรตีนจากพืชทุกนิดไม่สามารถจะใหักรดอะมิโนทั้ง 8ชนิดที่ร่างกายต้องการได้ มีเพียงโปรตีนจากเนื้อสัตว์เท่านั้นที่เป็นโปรตีนที่สมบูรณ์แบบ
         ในขณะเดียวกันนักโภชนาการก็ทราบดีว่า โปรตีนจากเนื้อสัตว์มีสารที่เป็นพิษต่อร่างกายอยู่มากมาย เช่น คอเลสเตอรอล กรดยูริค ฯลฯ ดังนั้นผู้ที่สนใจเกี่ยวกับการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพจึงอยู่ในสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกมาเป็นเวลาช้านาน เพราะเราต้องการโปรตีนที่มีคุณภาพสูง แต่เราไม่ต้องการสารพิษที่ปนอยู่ในเนื้อสัตว์ เมื่อไม่นานมานี้เองที่นักโภชนาการตะวันตกได้ค้นพบว่า ถั่วเหลืองเป็นอาหารพืชชนิดเดียวที่สามารถให้โปรตีนชั้นหนึ่งแก่ร่างกายได้และยังพบอีกว่าปริมาณโปรตีนในถั่วเหลืองมีมากกว่าในเนื้อสัตว์ถึง 2 เท่า ดังตารางต่อไปนี้

         อาหาร (100 กรัม) โปรตีนมีหน่วยเป็นกรัม
         นมถั่วเหลืองแบบผง 41.8 กรัม
         ถั่วเหลือง (แบบแห้ง) 31.4 กรัม
         นม (แบบผง) 26.4 กรัม
         ถั่งลิสง 26.0 กรัม
         เนื้อวัว 20.2 กรัม
         เนื้อไก่ 18.6 กรัม
         เนื้อแกะ 16.8 กรัม
         อาหารจากถั่วเหลืองจึงเป็นเสมือนราชาของอาหารพืชทั้งหลายที่จะทำให้ร่างกายของคนเราแข็งแรงทนทาน บึกบึน มีภูมิคุ้มกันโรคดี ฯลฯ โดยไม่ต้องมีความเสี่ยงต่อพิษภัยที่เกิดจากเนื้อสัตว์เลย
          เลซีทีน Lecithin
         เมื่อไม่นานมานี้ นักโภชนาการชาวตะวันตกได้ทำการวิจัยและค้นพบความลับของถั่วเหลืองตามสูตรลับของชาวจีนโบราณที่ว่า ทำไมถั่วเหลืองจึงนำมาซึ่งความแข็งแรงและอ่อนวัยของผู้บริโภค พร้อม ๆกับมีคุณสมบัติที่รักษาโรคต่าง ๆ ได้นานาชนิด นักโภชนาการชาวตะวันตกได้ค้นพบว่า เลซีทีนมีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นระบบการเสริมสร้างและเผาผลาญในร่างกาย (metabolism) ให้เป็นไปอย่างเหมาะสมตลอดทั่วทุกเซลในร่างกาย ดังนั้นเลซีทีนจึงเป็นเสมือนสารมหัศจรรย์ ที่ช่วยควบคุมน้ำหนักตัว ช่วยบำรุงรักษา ซ่อมแซมเสริมสร้างและขจัดส่วนเกินหรือสารพิษต่าง ๆ จากร่างกาย เลซีทีนจึงมีประโยชน์ต่อแทบทุกส่วนของร่างกาย ช่วยบำรุงเลี้ยงสมองและเซลประสาท ทำให้เพิมประสิทธิภาพในการจำ ลดความเครียด ทำให้ต่อมไร้ท่อต่าง ๆ ผลิตฮอร์โมนอย่างสมดุล สร้างเนื้อเยื่อที่เกิดใหม่อย่างแข็งแรง ช่วยระบบการไหลเวียนโลหิตและการหายใจเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรง และทำให้บาดแผลหายเร็ว ในกรณีที่เกิดความอ่อนเพลียหรือขาดพลังในการทำงาน เลซีทีนจะช่วยชดเชยพลังงานที่สูญเสียไป และช่วยให้มีพลังในการทำงานมากขึ้น
         ขณะนี้นักโภชนาการชาวตะวันตกจำนวนมากกำลังเห็นความมหัศจรรย์ของถั่วเหลืองตามตำรับยาอายุวัฒนะของชาวตะวันออกแล้วว่า ในถั่วเหลืองนอกจากจะมีสารอาหารต่าง ๆ ที่มีคุณค่ายิ่งแล้ว ยังมีสารอาหารมหัศจรรย์เลซีทีนที่แทบจะหาไม่ได้(ไข่แดงเป็นอาหารอีกชนิดหนึ่งที่มีเลซีทีนมาก โดยมีประมาณ 6 เปอร์เชนต์ แต่เป็นอาหารที่มีพิษภัยแก่ร่างกายสูงด้วย เพราะเป็นอาหารที่มีคอเลสเตอรอลสูงมาก นักโภชนาการสมัยใหม่จึงแนะนำให้คนเราบริโภคเลซีทีนจากถั่วเหลืองแทนที่จะบริโภคเลซีทีนจากไข่แดง) เลยในอาหารชนิดอื่น ๆประกอบอยู่ด้วยในปริมาณดังนี้
         โปรตีน 42 เปอร์เซ็นต์
         คาร์โบไฮเดรต 26 เปอร์เซ็นต์
         ไขมัน 19 เปอร์เซ็นต์
         น้ำ 11 เปอร์เซ็นต์
         เลซีทีน 2 เปอร์เซ็นต์
         ในช่วง 5-1 0 ปีที่ผ่านมานี้ มีงานวิจัยมากมายที่พบว่า เลซีทีนเป็นส่วนประกอบสำคัญของเซลทุกชนิดในร่างกาย สารเลซีทีนซึ่งมีหน้าที่สำคัญที่จะทำให้อวัยวะ ต่าง ๆ ในร่างกายทำงานได้อย่างเป็นปกติ เช่น ตับเป็นอวัยวะที่ต้องการเลซีทีนปริมาณมากเพื่อช่วยในการทำงาน น้ำดีก็เช่นกัน ถ้าขาดสารเลซีทีนจะทำให้เกิดนิ่ว สมองก็เป็นอวัยวะสำคัญที่ต้องการเลซีทีนมาก มีงานวิจัยจำนวนมากยืนยันว่าเลซีทีนให้สารชนิดหนึ่งเรียกว่า โคลีน (choline) ซึ่งสมองจะนำเอาไปใช้ได้ทันที และเชื่อกันว่าการรับประทานอาหารที่มีสารเลซีทีนจะช่วยเสริมสร้างความจำ อีกทั้งยังช่วยป้องกันโรคสมองเสื่อมที่มากับวัยชราได้อีกด้วย คุณสมบัติที่สำคัญยิ่งอีกอย่างของเลซีทีน ก็คือช่วยเผาผลาญไขมันส่วนเกินต่างๆ ของร่างกาย และยังมีคุณสมบัติทางชีวภาพ ช่วยละลายไขมัน ทำให้ไขมันทุกชนิด รวมทั้งคอเลสเตอรอลไม่เกาะตัวกัน สามารถลอยตัวไหลผ่านไปตามหลอดเลือดได้โดยไม่ตกตะกอน จับตัวแข็งและพอกอยู่ตามผนังหลอดเลือดจนเกิดอาการของโรคเส้นเลือดหัวใจตีบ (Aderiosclerosis) และเกิดอาการหัวใจวายในที่สุด (เลซีทีนมักจะถูกใช้ในอุตสาหกรรมผลิตอาหาร เช่น ถ้าเติมเลซีทีนลงไปในแป้งจะทำใหไขมันกระจายออกไปได้ทั่วขณะทำขนมอบ)เลซีทีนจึงเป็นสารอาหารที่สำคัญอย่างยิ่งยวดต่อผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก ปรารถนาที่จะมีรูปร่างที่สมส่วนสวยงาม ต้องการลดอันตรายจากโรคภัยอันเกิดจากสารไขมันคอเลสเตอรอลสะสมในอวัยวะที่สำคัญมาก ๆ ของร่างกาย เช่น ตับ หัวใจ และเส้นเลือด เลซีทีนจึงมีชื่อเรียกอีกชื่อว่า The cholestorol controller หรือสารควบคุมคอเลสเตอรอลถั่วเหลืองจึงเป็นอาหารที่สำคัญยิ่งสำหรับผู้ที่เป็นโรคเกี่ยวกับการสะสมไขมันคอเลสเตอรอลในส่วนต่าง ๆของร่างกาย เช่น โรคหัวใจ โรคความดันโลหิต โรคอ้วน โรคตับ นิ่ว ฯลฯ
         เห็นด้วยหรือยังละครับว่า ทำไมชาวจีนโบราณจึงเรียกถั่วเหลืองว่าเป็นอาหารมหัศจรรย์และจัดให้ถั่วเหลืองเป็นหนึ่งในยอดอาหารอายุวัฒนะของชาวตะวันออก เรามาทานถั่วเหลืองและผลิตภัณฑ์ที่ทำจากถั่วเหลืองในแต่ละวันกันให้มากขึ้น เพื่อสุขภาพของเราเองดีไหมครับ ?

สมัครเพื่อรับความคิดเห็นล่าสุดจาก Feed ความคิดเห็น (1 แสดงความคิดเห็นแล้ว)

avatar
ตั่ง 19/04/2008 16:23:55
อยากทราบว่า ถ้าคนที่มีซีสต์ หรือเนื้องอก สามารถที่จะรับประทานถั่วเหลืองมาก ๆ ได้หรือไม่ มีผลข้างเคียงต่อโรคหรือไม่ครับ
จำนวน: 1 | ที่แสดง: 1 - 1

แสดงความคิดเห็น

  • Bold
  • Italic
  • Underline
  • Quote

กรุณาระบุรหัสที่เห็นในภาพ

Captcha

Tagged as:

ไม่พบคำค้นสำหรับเนื้อหานี้
  1. สังสารวัฏ (5.00)

  2. ภาพที่ ๔๖ เสด็จไปโปรดพระญาติที่กรุงกบิลพัสดุ์ พระญาติผู้ใหญ่ถือว่าสูงอายุ ไม่ถวายบังคม (5.00)

  3. พระอมิตาภพุทธเจ้า(ออนีทอฮุก ) (5.00)

  4. พระสมันตภัทรโพธิสัตต์ (5.00)

  5. บำเพ็ญอีก 20 ปี (5.00)

  6. บรรพชนฝากไว้ให้ลูกหลาน (5.00)

  7. ท่องแดนสุขาวดี (5.00)

  8. นิทานทศชาติ (5.00)

  9. มาทาน AIkaline food มาก ๆ กันเถอะ (5.00)

  10. นิทานเรื่องสั้นของท่านพุทธทาส เรื่อง เจ้าของเรือ (5.00)

แสดงความนิยมสำหรับเนื้อหา

5.00